มงคลที่ ๙
วินะโย จะ สุสิกขิโต เอตัมมังคะละมุตตะมัง
วินัยที่ศึกษาดีแล้ว เป็นอุดมมงคล

   บัดนี้ จักได้วิสัชนาในมงคลที่ ๙ ตามพระบาลีและอรรถกถาว่า วินะโย นามะ ทุวิโธ เป็นต้น ความว่า ธรรมชาติอันใด เป็นเครื่องนำเสียซึ่งโทษทางกายและวาจา ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวินัย ทุวิโธ วินะโย อันว่าวินัยนั้นมี ๒ ประการ คือ อาคาริยวินัย ได้แก่วินัยของฆราวาส ๑ อนาคาริยวินัย ได้แก่วินัยของบรรพชิต ๑ ฯ

   บัดนี้ จะได้วิสัชนาในอนาคาริยวินัย เป็นินัยของบรรพชิต คือ นักบวชในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ระงับรักษาไม่ให้ต้องซึ่งอาบัติขันธ์ ๗ ประการ คือ ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฎิเทสนียะ ๑ ทุกกฎ ๑ ทุพพาสิต ๑ รวมเป็น ๘ ฯ

   ปาราชิก ๑ สังฆาทิเทส ๑ ทั้งสอง ๒ นี้เป็นครุกาบัติ นอกนั้นอีก ๕ เป็นลหุกาบัติ อาบัติทั้ง ๒ กองนี้เรียกว่าอนาคาริยวินัย ภิกษุใดศึกษาไว้ด้วยดีซึ่งวินัยเหล่านี้ จัดเป็นมงคลอันประเสริฐ ย่อมจะนำมาซึ่งประโยชน์ในชาตินี้และชาติหน้า

   ถามว่า อนาคาริยวินัยนั้นได้แก่อะไร แก้ว่า ได้แก่ศีลของภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องชำระกาย วาจา ให้บริสุทธิ์ ผ่องใส ถามว่า ศีลของภิกษุมีเท่าไร แก้ว่า มี ๔ คือ ปาฎิโมกขสังวรสีล ความสำรวมรักษาในพระปาฎิโมกข์ ๑ อินทรินสังวรสีล ความสำรวมรักษาในอินทรีย์ ๑ อาชีวปาริสุทธิสีล การแสวงหาเลี้ยงชีวิตอันบริสุทธิ์ ๑ ปัจจยสันนิสสิตสีล ได้แก่ภิกษุพิจารณาปัจจัย ๔ มีบิณฑบาติเป็นต้น ๑ ในที่นี้จะแก้แต่ย่อ ๆ พอสมควรแก่กาล ถ้าจะดูให้พิสดารจงไปดูในพระวินัยเถิด ฯ

   ถามว่า ภิกษุไม่รักษาศีล ๔ จะเป็นอย่างไร แก้ว่า ภิกษุไม่รักษาศีล ๔ แล้ว ก็เป็นอลัชชีย่ำยีพระศาสนา ครั้นทำกาลกิริยาก็ไปบังเกิดในอบาย ให้เป็นอันตรายแก่ทางสวรรค์นิพพาน ถามว่า อันตรายมีกี่อย่าง แก้ว่า มี ๕ อย่าง คือ กัมมันตราย ได้แก่อนันตริยกรรม ๕ มีการฆ่าบิดามารดาเป็นต้น

   กิเลสันตราย ได้แก่นิยตมิจฉาทิฏฐิเห็นว่าโลกเที่ยงสัตว์เที่ยงไม่แปรปรวน ๑ เห็นว่า โลกสูญสัตว์สูญไม่มีเกิดต่อไป ๑ วิปากันตราย ได้แก่ผลแห่งอกุศลกรรมนำสัตว์ทั้งหลายไปบังเกิดในกำเนิดอันต่ำช้า มีกระเทยและบัณเฑาะก์ใบ้บ้าและนรกเป็นต้น ถามว่า บัณเฑาะก์มีกี่อย่าง แก้ว่า ๕ อย่าง คือ ปักขบัณเฑาะก์ มีความกระวนกระวายในข้างแรม ครั้นถึงข้างขึ้นก็หายกระวนกระวายไป หรือมีความกระวนกระวายในข้างขึ้น ข้างแรมก็หายไป ๑ ฯ

   ที่ ๒ โอปักกมิกบัณเฑาะก์ ตอนเสียซึ่งพืชดังวัวและควาย ให้หายความกระวนกระวาย ๑ ฯ ที่ ๓ อุสสุยบัณเฑาะก์ ได้ดูดกินซึ่งน้ำกามของผู้อื่นจึงระงับความกระวนกระวาย ๑ ฯ ที่ ๔ นปุงสกบัณเฑาะก์ ไม่มีเพศหญิงเพศชาย โลกเรียกว่ากระเทย ๑ ฯ ที่ ๕ อุภโตพยัญชนกบัณเฑาะก์ มีทั้งเพศหญิงเพศชาย ๑ ทั้ง ๕ นี้เป็นอันตรายแก่มรรคผลนิพพาน ฯ อุปาวาอันตรายนั้น ได้แก่อกุศลที่ติเตียนพระอริยเจ้า ถ้ายังไม่ได้ขอขมาโทษตราบใด ก็ยังเป็นอันตรายอยู่ตราบนั้น ๑ อาณาวิติกกมันตราย ได้แก่ครุกาบัติและลหุกาบัติ ภิกษุทั้งหลายต้องแล้วไม่แสดงเสียให้พ้นโทษ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติไว้ ๑

   บัดนี้ จะว่าด้วยวิธีแสดงอาบัติขันธก์ ๗ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วให้แสดงตนเป็นสามเณรและคฤหัสถ์รักษาศีล ๕ ศีล ๘ เป็นทางสวรรค์ แต่มรรคผลในชาตินั้นไม่ได้ ด้วยเป็นโมฆบุรุษไม่มีมรรคผลในชาตินั้น ถ้าปกปิดไว้ไม่แสดงตนเป็นสามเณรและคฤหัสถ์แล้วให้เป็นอันตรายแก่ทางสุคติ สวรรค์และนิพพาน

   ถามว่า ปาราชิกมีกี่อย่าง แก้ว่า มี ๔ อย่าง คือ ภิกษุเสพเมถุน ๑ ภิกษุลักทรัพย์ครบบาท ๑ ภิกษุฆ่ามนุษย์ให้ตาย ๑ ภิกษุอวดมรรคผล ๑ ถามว่า ปาราชิกทั้ง ๔ เกิดด้วยอะไร แก้ว่า เกิดด้วยทรงไว้ซึ่งอธิศีล คือ ประปาฎิโมกข์อาบัติสังฆทิเสส ๑๓ แสดงโทษด้วยอยู่ปริวาสกรรมเป็นต้น แต่อาบัตินอกนั้ั้น ๕ ให้แสดงโทษแก่ภิกษุผู้มีสังวาสอันเดียวกัน เมื่อแสดงอาบัตินั้นให้บอกซึ่งวัตถุ คือ ชื่อแห่งอาบัติเหล่านั้นตามมากและน้อยเถิด ฯ

   บัดนี้จะว่าด้วยโทษแห่งอาบัติขันธ์ ๗ อาบัติปาราชิกโทษถึงอเวจีมหานรก อาบัติสังฆาทิเทสโทษถึงมหาตาปนรก แต่อาบัตินอกนั้นก็ตกไปนรกเป็นลำดับตามยถากรรม หนึ่ง อาบัติทั้งหลายที่ภิกษุต้องแล้วไม่แสดงเสีย ย่อมกระทำอันตรายแก่ทางสุคติมีมนุษย์เป็นต้น.

            ย้อนกลับ         ปิดหน้านี้         ถัดไป