ลานพุทธศาสนา  

กลับไป   ลานพุทธศาสนา > ลาน > ลานเว็บมาสเตอร์

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 17-07-07, 08:02 PM   #1
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ขอประวัติ พระนางมัลลิกา หน่อยครับ

ขอหน่อยนะครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าหะ
  ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 17-07-07, 09:15 PM   #2
แม่พลอย
Administrator
 
แม่พลอย's Avatar
 
วันที่สมัคร: Mar 2006
ข้อความ: 669
Thanks: 53
Thanked 226 Times in 187 Posts
Default Re: ขอประวัติ พระนางมัลลิกา หน่อยครับ

ประวัติพระนางมัลลิกา​เทวี

พระนางมัลลิกา​ ​ซึ่ง​เป็น​อัครมเหสีของพระ​เจ้าปา​เสนทิ​โกศล​ ​แห่งพระนครสาวัตถี​นั้น​ ​มีประวัติน่าศึกษามาก​ ​เพราะ​มีคติธรรมที่ควรนำ​มา​ใช้​ใน​ชีวิตชาวพุทธอย่างดี​ ​กล่าวคือ

พระนาง​เป็น​เพียงลูกสาวของคนขายพวงมาลัยที่ยากจนคนหนึ่ง​ ​ซึ่ง​อยู่​ใน​เมืองสาวัตถี​ ​วันหนึ่งนาง​ได้​ซื้อขนมมา​จาก​ตลาด​แล้ว​เดินไป​ใน​สวนดอกไม้​โดย​คิดว่า​จะ​กินขนม​ ​ณ​ ​ที่​นั้น​ ​ระหว่างเดินทางไป​นั้น​โชคดี​ได้​พบพระพุทธองค์พร้อม​ด้วย​พระสงฆ์​ซึ่ง​กำ​ลังเสด็จไปบิณฑบาต​ ​ด้วย​ความ​ที่นาง​เป็น​คนใจบุญ​ ​จึง​อยาก​จะ​ถวายขนมแด่พระพุทธองค์​ ​เมื่อนางนำ​ขนมที่ซื้อมา​ไปตักบาตร​ด้วย​ศรัทธาปสาทะอย่างสูง​ ​พระพุทธองค์ก็ทรงรับ​และ​ทรงแสดงอาการ​จะ​ประทับนั่ง​ใน​ที่​นั้น​นั่นเอง​ ​พระอานนท์​ได้​สนองพระพุทธองค์​โดย​ปูลาดจีวร​เป็น​อาสนะ​เพื่อทรงประทับนั่ง​ ​ทรงประทับนั่งเสวยขนม​ให้นางมัลลิกาได้​เห็น​ ​เป็น​การเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะ​ให้​แรงขึ้น​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​ผู้​ถวายเชื่อสนิทว่า​ ​พระพุทธองค์​ไม่​ทรงรังเกียจสิ่งของของคนยากคนจน​ ​ครั้นทรงเสวย​แล้ว​ทรงบ้วนพระ​โอษฐ์​และ​ได้​แสดงอาการแย้มพระ​โอษฐ์​ ​เป็น​ที่สังเกตว่าคง​จะ​มี​เหตุการณ์อะ​ไรพิ​เศษเกิดขึ้นภายหลัง​จาก​การตักบาตร​ ​พระอานนท์​เถระ​จึง​กราบทูลถาม​ถึง​สา​เหตุที่ทรงแย้มพระ​โอษฐ์​ ​พระองค์​ได้​ตรัสตอบว่า

“​อานนท์​ ​วันนี้นางมัลลิกาได้​ถวายโภชนะ​แก่ตถาคต​เป็น​ครั้งแรก​ ​ใน​วันนี้​แหละนางจัก​ได้​เป็น​อัครมเหสี​ ​เป็น​ที่​โปรดปรานของพระ​เจ้า​โกศล​ ​ก็​ใน​วัน​นั้น​นั่นเองพระราชารบ​กับ​หลาน​ใน​กาสิคามพ่ายแพ้หนีมา​เข้า​เมือง​ ​ทรงรอ​ให้​กำ​ลังพลมา​ช่วย​ได้​เสด็จ​เข้า​ไป​ยัง​สวนดอกไม้​ ​พอดีนางมัลลิกาได้​มา​เห็นพระราชา​ ​จึง​ได้​ถือโอกาสปรนนิบัติจุนเจือ​ให้​เกิด​ความ​สะดวกสบายอิ่มเอมเปรมพระทัย​ ​เป็น​เหตุ​ให้​พระราชาทรงโปรดปรานโสมนัส​ใน​น้ำ​ใจไมตรีของนาง​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​รับสั่ง​ให้​เรียกบิดามา​ ​ทรงประทานอิสริยยศอย่างสูงยิ่ง​ ​แล้ว​ให้​นำ​นาง​เข้า​ไป​ใน​พระราชวัง​ ​ทรงสถาปนา​ไว้​ใน​ตำ​แหน่งอัครมเหสี

ภายหลังวันหนึ่ง​ ​พระราชาทรงดำ​ริว่า​ ​เรา​ให้​อิสริยยศ​เป็น​อย่างสูงแก่นาง​ ​เราควรถามนางว่า​ ​ใคร​เป็น​ที่รักของเธอ​ ​เมื่อนางทราบปัญหาก็คงกราบทูลว่า​ ​พระองค์​เป็น​ที่รักของหม่อมฉัน​ ​แล้ว​จักย้อนถามเรา​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​เราจักตอบแก่นางว่า​ ​เธอ​เท่า​นั้น​เป็น​ที่รักของเรา​ ​ดัง​นั้น​ ​พระราชา​เมื่อ​จะ​ทรงทำ​ความ​สนิทสนม​เป็น​กัน​เอง​กับ​นาง​ ​จึง​ตรัสถามตามที่ทรงดำ​ริ​นั้น

ฝ่ายพระนางมัลลิกา​เป็น​บัณฑิต​ ​เป็น​อุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า​ ​และ​ของสงฆ์​ ​ทรงดำ​ริว่า​ ​ปัญหานี้​ไม่​ควรเห็นแก่หน้ากราบทูลพระราชา

จึง​กราบทูลตาม​ความ​แห่งสัจธรรมว่า​ “​หม่อมฉัน​ไม่​มี​ใคร​อื่น​ที่​จะ​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ ​พระพุทธเจ้าข้า​”

พระ​เทวี​แม้ตรัส​แล้ว​ก็​ยัง​ประสงค์​จะ​ทำ​ให้​พระราชา​เข้า​พระทัย​ความ​หมายที่​แท้จริง​ ​จึง​กราบทูลถามพระราชา​เหมือนที่พระราชาตรัสถามพระนางมา​แล้ว​ว่า “​พระองค์มี​ใคร​อื่น​ ​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ ​พระพุทธเจ้าข้า​”

พระราชา​ไม่​ทรงอาจที่​จะ​กลับ​ความ​เป็น​อย่าง​อื่น​ได้​ ​จึง​ตรัสตอบว่าพระองค์​ไม่​มี​ใคร​อื่น​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน ​แต่​ใน​พระทัยแท้ๆ​ ​ของพระราชา​ ​ไม่​ทรง​เข้า​พระทัย​ความ​หมายแห่งสัจธรรม​ ​ตามพระบาลีว่า​
นตฺถิ​ ​อตฺตสมํ​ ​เปมํ ความ​รักเสมอ​ด้วย​รักตน​ ​ไม่​มี



พระราชา​ไม่​ทรง​เข้า​ถึง​สัจธรรม​ ​ก็ทรงคิดดูหมิ่นพระ​เทวีมัลลิกาว่า​เป็น​หญิงถ่อย​ ​ชาติชั่ว​ ​เราทรงตั้ง​ไว้​ใน​ตำ​แหน่งสูงส่ง​ถึง​เพียงนี้​ ​แต่​ไม่​ยอมรักเรา​ผู้​เป็น​สามีอย่างแท้จริง​ ​แถม​ยัง​พูดต่อหน้า​เราอีกว่า​ ​ตน​เท่า​นั้น​เป็น​ที่รักแก่ตน​ ​ดังนี้อันตัวเรา​เป็น​พระ​เจ้า​แผ่นดิน​ ​ครอบครองปกครองปฐพีมณฑล​ใหญ่​ ​การ​จะ​ยืนยันว่า​เรา​ไม่​เห็นคน​อื่น​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​นั้น​ ​ไม่​สมควรแก่​เรา​เลย

พระราชา​ไม่​พอพระทัยพระ​เทวี​ ​จึง​ตรัสถามว่า​ เธอรักพระรัตนตรัยยิ่งกว่า​เรา​หรือ

พระ​เทวีมัลลิกากราบทูลว่า​ ​หม่อมฉันปรารถนาสุข​ใน​สวรรค์​และ​สุข​ใน​มรรคผล​ ​เพื่อตน​ ​แม้พระรัตนตรัยหม่อมฉันก็รัก​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ตนนั่นแหละ​จึง​เป็น​ที่รักยิ่งของหม่อมฉัน​ ​ก็สัตว์​โลก​ทั้ง​หมดนี้รักคน​อื่น​ก็​เพื่อประ​โยชน์ตนเอง​เท่า​นั้น​ ​แม้​เมื่อปรารถนาบุตร​ ​ก็ปรารถนาว่าบุตรนี้จักเลี้ยงดู​เรา​ใน​ยามแก่​ ​เมื่อปรารถนาธิดา​ ​ก็ปรารถนาว่าตระกูลของเราจักเจริญขึ้น​ ​เมื่อปรารถนาภริยา​ ​ก็ปรารถนาว่า​ ​จักบำ​เรอเรา​ ​เมื่อปรารถนา​แม้คน​อื่น​จะ​เป็น​ญาติมิตร​หรือ​พวกพ้อง​ ​ก็ปรารถนา​เนื่อง​ด้วย​มีกิจ​ส่วน​ตัว​ ​ดัง​นั้น​ชาวโลก​เป็น​ผู้​เห็นแต่ประ​โยชน์ตน​เท่า​นั้น​ ​จึง​รักคน​อื่น

เมื่อ​ได้​ทรงสดับอย่าง​นั้น​ ​พระราชา​จึง​ทรง​เข้า​พระทัยว่า​ ​พระนางมัลลิกานี้​เป็น​คนฉลาดแท้​ ​เป็น​บัณฑิต​ ​ความ​คิดเฉียบแหลม​ ​จึง​ทรงปรารภว่า​ ​เราจักนำ​ความ​นี้​ไปกราบทูลพระพุทธองค์

เมื่อ​ได้​เสด็จ​เข้า​เฝ้าพระพุทธองค์​ ​และ​ทรงกราบทูลเรื่องราวเกี่ยว​กับ​คำ​ถาม​และ​คำ​ตอบของพระ​เทวีมัลลิกา​ ​พระพุทธองค์ก็​ได้​ตรัสเหมือนรับรองสัจธรรมที่พระนางมัลลิกา​ได้​ทรงแสดงออก​แล้ว​ ​ซึ่ง​พระพุทธพจน์​นั้น​มี​ความ​ว่า

สพฺพา​ ​ทิสา​ ​อนุปริคมฺม​ ​เจตสา

เนวชฺฌคา​ ​ปิยตรมตฺตนา​ ​กฺวจิ

เอวมฺปิ​ ​โส​ ​ปุถุ​ ​อตฺตา​ ​ปเรสํ

ตสฺมา​ ​น​ ​หึ​เส​ ​ปรํ​ ​อตฺตกา​โม

ใครๆ​ ​ตรวจตรา​ด้วย​จิต​ทั่ว​ทุกทิศ​แล้ว​ ​มิ​ได้​พบ​ผู้​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ใน​ที่​ไหนๆ​ ​เลย​ ​สัตว์​เหล่า​อื่น​ก็รักตนมากเหมือน​กัน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​รักตน​จึง​ไม่​ควรเบียดเบียน​ผู้​อื่น

(ขุททกนิกาย​ ​อุทาน​ ๒๕/๑๔๕)


คติธรรม​จาก​เรื่องนี้

1. ผู้​บริหาร​ไม่​กล้าพูดว่า​ ​ตนเองรักตนเอง​ ​เห็นแก่ประ​โยชน์ตนมากกว่า​ใคร ​เพราะ​กลัวชาวโลก​จะ​เห็นว่า​ไม่​เห็นแก่​ส่วน​รวม​หรือ​ประชาชน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ประชาชน​จึง​ได้​รับแต่คำ​เท็จ​จาก​ปากนักการเมืองเสมอๆ​ ​ว่า​ ​รักประชาชนมากกว่ารักตน​ ​อยาก​จะ​ช่วย​ประชาชนต่างๆ​ ​นานา
2. คนที่พูดสัจธรรม​ความ​จริงว่า​ “​รักตนเองมากกว่ารักคน​อื่น​” ​ถูกด่าว่า​เป็น​คนชั่ว​ ​คนถ่อย​ได้​ ​ความ​จริง​ ​เขา​พูด​เป็น​ธรรม​ ​พูดถูก​ต้อง​ ​คนที่​ไม่​ศึกษาพุทธธรรมต่างหากโง่​เขลา​ ​ไม่​เข้า​ใจสัจธรรม​ ​มักพูด​เป็น​โทษ​เป็น​ภัยต่อพระพุทธศาสนา​เสมอ​ ​ทำ​สิ่งที่​เป็น​ภัยต่อพระพุทธศาสนา​ด้วย​ ​และ​มักดูหมิ่นคนที่มี​ความ​รู้จริง​ใน​พระพุทธศาสนา
3. ตนเองชื่อว่า​เป็น​ที่รักอย่างยิ่ง​ ​ไม่​มี​ใครที่​เป็น​ที่รักเสมอ​ด้วย​ตน​ ​เพราะ​เรา​เกิดมาดิ้นรนขวนขวาย​ให้​ได้​มา​ซึ่ง​ปัจจัยแห่งชีวิต​ ​และ​ประ​โยชน์สุขต่างๆ​ ​ก็​เพื่อ​ให้​ตน​อยู่​สุขสบาย​ ​มี​เกียรติ​ ​มีชื่อเสียง​ ​มี​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ด้านต่างๆ​ ​แม้​จะ​ทำ​ความ​ดี​เพื่อสวรรค์​ ​นิพพาน​ ​ก็ชื่อว่าทำ​เพื่อตน​ ​เพราะ​รักตนเอง​ ​นี้​เป็น​สัจธรรม
4. พระพุทธองค์ทรงสอน​ให้​เข้า​ใจว่า​ ​ทุกคน​เป็น​อย่างนี้​เสมอเหมือน​กัน​ ​คือรักตน​ ​เราก็รักตน​ ​เขา​ก็รักตน​ ​เพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ เราก็​จะ​ต้อง​งดการเบียดเบียน​ผู้​อื่น​ ​สัตว์​อื่น​ ​ถ้า​ยัง​เบียดเบียน​เขา​อยู่​ ​ก็ชื่อว่า​เรา​ไม่​มี​ความ​ยุติธรรม​ ​และ​ชื่อว่า​ไม่​ได้​รักตน​ ​ประ​โยคหลังนี้หมาย​ความ​ว่า ​การเบียดเบียน​กัน​เป็น​บาป​ ​เป็น​เวรภัย​ ​ที่​จะ​เป็น​ปฏิกิริยาย้อนกลับมาทำ​ลายตนเอง​ ​ถ้า​เรา​ยัง​ทำ​บาปก็คือ​ ​เราทำ​ลายตนเอง​ ​ถ้า​เราทำ​ลายตนเองก็​จะ​ไม่​ชื่อว่า​ ​รักตนเองจริง
5. พระพุทธเจ้าทรงสอน​ให้​เรามีศีล​ ​คือ​ให้​งดทำ​บาป​ ​เท่า​กับ​ว่า​ให้​งดทำ​ลายตนเอง​ ​ชาวพุทธ​ทั้ง​หลาย​ยัง​คิดผิด​กัน​อยู่​มิ​ใช่​หรือ​ ​โดย​เฉพาะการเบียดเบียนสัตว์​ ​โดย​คิดว่า​จะ​ให้​ความ​สุขแก่​เรา​นั้น​ ​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​เพราะ​เราทำ​บาปย่อม​ได้​บาป​ “​ได้​บาป​” ​คือ​ต้อง​ทุกข์​เดือดร้อนสูญเสีย​ ​เมื่อ​ได้​รับทุกข์​เดือดร้อนสูญเสียต่างๆ​ ​คิด​กัน​บ้าง​หรือ​ไม่​ว่า​ ​เป็น​เพราะ​ผลบาปที่​เราทำ​กัน​มา​เอง

******************************
ที่มา http://www.thavorn.net/mainactivity2...4/traddd36.doc

*****************************************
ส่วนอีกคนหนึ่ง
​พระนางมัลลิกา​ซึ่ง​เป็น​ธิดาของมัลละกษัตริย์องค์หนึ่ง​ ​ใน​เมืองกุสินารา​ ​ซึ่ง​ภายหลัง​ได้​สมรส​กับ​พันธุละ​เสนาบดี

พันธุ​เสนาบดี​ ​เป็น​โอรสของเจ้ามัลละ​ใน​เมืองกุสินารา​ ​เป็น​ศิษย์ศึกษาศิลปวิทยา​ใน​สำ​นักเดียว​กัน​กับ​ปเสนทิกุมารแห่งแคว้นโกศล​ ​และเมื่อศึกษาจบ​ได้​กลับไป​ยัง​กุสินารานคร​ ​และ​ได้​แสดงศิลปวิทยาที่​ได้​ศึกษามา​ให้​เหล่ามัลละกษัตริย์ชม​ ​แต่ถูกเจ้ามัลละบางพวกแกล้ง​ ​ด้วย​ความ​น้อยใจ​ ​จึง​หนี​ไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของปเสนทิกุมาร​ ​ซึ่ง​ขณะ​นั้น​ได้​ครองราช​เป็น​พระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ ​และ​ได้​ทรงสถาปนาพันธุละ​ใน​ตำ​แหน่งเสนาบดี​ ​พันธุละก็​ได้​รับราชการสนองพระ​เดชพระคุณพระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ด้วย​ความ​ซื่อสัตย์สุจริต

สำ​หรับพันธุละ​ผู้​นี้​ได้​สมรส​กับ​เจ้าหญิงมัลลิกา​ ​แต่หลัง​จาก​แต่งงาน​เป็น​เวลานานก็​ยัง​ไม่​มีบุตร​ ​จนสามีคิดว่าพระนาง​เป็น​หมัน​(ตาม​ความ​เชื่อสมัย​นั้น​ ​ถือว่าสตรีที่​ไม่​สามารถ​มีบุตร​ได้​จะ​ทำ​ให้​สามี​เป็น​คนอาภัพ​ ​ต้อง​ถูกส่งตัวกลับตระกูลเดิม) ​จึง​ส่งพระนางกลับตระกูลของตน​ ​ก่อนกลับ​ได้​ถวายบังคมลาพระพุทธเจ้าที่พระ​เชตวัน

พระพุทธองค์​จึง​ตรัสถามว่า​ ​เธอ​จะ​ไปไหน​ ​พระนาง​จึง​กราบทูลไปว่า​ ​จะ​กลับไป​ยัง​เมืองมาตุภูมิ​ ​เพราะ​ไม่​สามารถ​ให้​กำ​เนิดบุตรแก่สามี​ได้​ ​จึง​ถูกส่งตัวกลับแต่พระพุทธองค์ตรัส​ไม่​ให้​กลับ

พระนางมัลลิกาคิดว่า​ ​พระพุทธเจ้าทรง​เป็น​ผู้​รู้ เห็นที​เราคงมีบุตรแน่ๆ​ ​พระองค์​จึง​ตรัสถามอย่างนี้ พระนางดี​ใจ​เป็น​ล้นพ้น​ ​และ​เดินทางกลับบ้านทันที

อยู่​มา​ไม่​นานพระนางก็​แพ้ท้องอยากลงอาบ​และ​ดื่มน้ำ​ใน​สระ​โบกขรณี​ ​อัน​เป็น​สระน้ำ​มงคล​และ​เป็น​ที่หวงแหนของพระ​เจ้า​ลิจฉวี​ ​เมืองไพศาลี​ ​สระนี้​ได้​รับการอารักขาอย่างแข็งแรง​ ​พันธุละอุ้มภริยาขึ้นรถถือธนูคู่ชีพ​ ​มุ่งหน้า​ไป​ยัง​เมืองไพศาลี

เมื่อ​ถึง​เมืองไพศาลี​แล้ว​ ​ก็มุ่งตรงไป​ยัง​สระ​โบกขรณี​ ​และ​ใช้​แส้หวายหวดไล่​เหล่าทหารที่อารักขาสระน้ำ​จนแตกกระจาย​ ​ให้​ภริยาลงอาบน้ำ​ ​ดื่มน้ำ​ ​แล้ว​ขึ้นรถห้อตะบึงกลับ​ ​พวกเจ้าลิจฉวี​เมื่อทราบว่ามี​ผู้​บุกรุกก็ออกติดตาม

มหาลิลิจฉวีสหายร่วมสำ​นักของพันธุละ​ ​ซึ่ง​บัดนี้ตาบอด​ทั้ง​สองข้าง​ ​และ​เป็น​อาจารย์ของลิจฉวีราชกุมาร​ทั้ง​หลาย​ ​ได้​ยินเสียงฝี​เท้าม้า​และ​ล้อรถวิ่งผ่านไป​ ​รู้ทันทีว่า​เป็น​พันธุละ​เสนาบดี​ผู้​เกรียงไกร​ ​จึง​ร้องห้ามพวกลิจฉวี​ไม่​ให้​ตามไป​ ​เพราะ​จะ​เป็น​อันตรายแก่ชีวิตแต่พวกเจ้าลิจฉวี​ไม่​เชื่อฟัง

พันธุละบอกภริยาว่า​ ​ถ้า​รถม้าที่ตามมาปรากฎ​เป็น​แนวเดียว​กัน​เมื่อไร​ให้​บอก​ ​และ​เมื่อพระนางมัลลิกา​เห็นว่ารถ​ได้​เรียงแถว​เป็น​แนวเดียว​กัน​แล้ว​จึง​บอก​ ​พันธุละ​จึง​โก่งคันศรปล่อยธนู​ไป​ด้วย​ความ​แรง​ ​ลูกธูนออก​จาก​แหล่ง​ด้วย​ความ​เร็ว​เจาะ​เกราะทะลุหัวใจของมัลลกกษัตริย์​ ๕๐๐ ​คน​ ​พร้อม​กัน​ ​ล้มลงสิ้นชีวิตหมดสิ้น

ต่อมาพระนางมัลลิกาก็คลอดบุตรชายแฝด​ ๑๖ ​ครั้ง​ ​ครั้งละ ๒ คนบุตร​ทั้ง​หมดเจริญเติบโตเต็มวัย​แล้ว​ได้​เรียนศิลปวิทยาสำ​เร็จ​กัน​จนหมดแต่ละคนก็มีบุรุษบริวารนับพันคน อยู่​มาวันหนึ่ง พันธุละ​เสนาบดี​ ​ได้​ทราบว่าพวกอามาตย์​ผู้​วินิจฉัยคดี วินิจฉัยคดี​ด้วย​ความ​ไม่​ยุติธรรมเก่​เจ้าทุกข์ จึง​วินจิฉัยเสียเอง​ ​ทำ​ให้​ประชาชนมี​ความ​ยุคิธรรม เรื่องรู้​ไป​ถึง​พระกรรณของพระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ ​พระองค์​จึง​ทรงมอบหน้าที่วินจิฉัยคดี​แก่พันธุละอีกตำ​แหน่งหนึ่ง จึง​ทรงหาอุบาย​ให้​พันธุละ​ไปปราบโจรที่ชายแดน และ​ทรงส่งทหารไปดักฆ่าพันธุละ​และพร้อม​กับ​บุตรชาย ๓๒ คนจนสิ้นชีวิตหมดสิ้น

วันที่พันธุละ​และ​บุตร​ทั้ง​หมดถูกฆ่า พระนางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวก​ทั้ง​สอง พร้อมภิษุ ๕๐๐ รูปไปฉันภัตตาหารที่บ้าน เช้า​วัน​นั้น​มีคนนำ​จดหมายมา​แจ้งว่าสามี​และ​บุตรของพระนางถูกโจรฆ่าตายหมดสิ้น

พระนางมัลลิกา​จึง​นำ​จดหมายออก​จาก​ชายพก​และ​เรียนต่อพระ​เถระว่า​ "ดิฉัน​ได้​ข่าวว่าสามี​และ​บุตรชาย​ทั้ง ๓๒ คน ได้​ตายเสีย​แล้ว เมื่อเช้านี้​ยัง​ไม่​คิดอะ​ไร เพียงแค่ถาดเนย​ใส่​แตก​จะ​คิดอะ​ไรเล่า​"

พระนางมัลลิกา​เรียกสะ​ใภ้​ทั้ง ๓๒ คน​ ​มา​ให้​โอวาทว่า สามีของพวกเธอ​ไม่​มี​ความ​ผิด แค่​ได้​รับผลกรรมที่ทำ​ไว้​แต่ปางก่อน พวกเธออย่า​ได้​เศร้า​โศกไปเลย

จาก​จาดบุรุษที่พระ​เจ้าบเสนทิ​โกศลส่งคนมาสอดแนม ได้​นำ​ข้อ​ความ​ที่นางมัลลิกาสอนแก่สะ​ใภ้​ไปกราบทูล​ให้​พระ​เจ้าปเสนทิ​โกศลทรงทราบ พระองค์ทรงสรดพระราชหฤทัยที่หลงเชื่อคนผิด ทำ​ให้​พันธุละผู้ซื่อสัตว์พร้อมบุตร​ต้อง​เสียชีวิต

*********************
ที่มา http://www.geocities.com/sak_note/manlega.htm
__________________
แม่พลอย is offline   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:39 AM


vBulletin รุ่น 3.8.2
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2013, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด