Results 1 to 8 of 8

ชื่อกระทู้: โมกษะธรรม คือ อะไร

  1. #1

    Default โมกษะธรรม คือ อะไร

    โมกษะธรรมคืออะไร
    สืบเนื่องจากการที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงเรื่อง ของ "โมกษะดั้งเดิม ก่อนพุทธกาล" อันเป็นหลักธรรม หรือหลักการแห่งข้าพเจ้า “ศรีอาริยเมตไตรย” ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
    โมกษะธรรมดั้งเดิมนั้น ประกอบไปด้วย
    ๑.การครองเรือน ๒.ทาน คือการให้
    ๓.กตัญญูรู้คุณ(ในสรรพสิ่ง) ๔.การเจรจาติดต่อสื่อสาร
    ๕.สรรพอาชีพ ๖. ประพฤติ
    ๗.ระลึก คือ การนึกถึง หรือการหวนนึกถึง ๘. ดำริ คือ การคิด หรือ ความคิด
    อันเป็น โลกกุตตรธรรม ,หรือ อัพยากตธรรม, หรือเป็นสัทธรรม

    สำหรับ อริยมรรคที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เป็นการประพฤติชั้นพื้นฐานสำหรับปุถุชนคนทั่วไป เป็นพื้นฐานในอันที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข “ อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานการประพฤติ หรือเป็นพื้นฐานการปฏิบัติ หรือเป็นข้อคิดข้อเตือนสติ หรือเป็นข้อวัตรชนิดหนึ่งสำหรับ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ หรือเครื่องฝึกตน พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ไม่ให้เกิดความห่วงหา อาลัยอาวรณ์ ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ กามารมณ์หรือ กามคุณ ฯลฯ”
    ส่วนคำว่า "โมกษะ" และ "โมกษะธรรม" ข้าพเจ้าจักได้อธิบายให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจ พอสังเขป ดังต่อไปนี้.-


    โมกษะ มีความหมาย ตามพจนานุกรม ฯ ว่า "ความหลุดพ้น หรือ นิพพาน

    โมกษะธรรม ย่อมหมายถึง "ธรรมหรือคำสอน หรือหลักการ หรือธรรมชาติ อันจักทำให้บุคคลที่รู้ ที่เข้าใจ ถึงซึ่งความหลุดพ้น และหรือทำให้ถึงซึ่งนิพพาน"

    คำว่า "ความหลุดพ้น" หมายถึงหลุดพ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็น กิเลส ตัณหา ยังอาจหมายรวมไปถึงการหลุดพ้นจากวงจรหรือวงโคจรของการเวียนว่ายตายเกิดอีกด้วย (อันนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มันจะหลุดพ้นในรูปแบบไหน รู้เพียงว่าสามารถขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้ตามต้องการ หรือตามใจของบุคคลผู้มีความรู้ใน โมกษะธรรม โดยไม่ต้องใช้วิธีอดทน อดกลั้น)

    โมกษะธรรม ก็คือ หนึ่ง ในพระสัทธรรม ซึ่ง พระสัทธรรม ประกอบไปด้วย หรือ มีความหมาย ดังพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฎก ดังนี้.-
    สัทธรรม หมายถึง
    "ธรรมที่ดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของคนดี, ธรรมของสัตบุรุษมี ๓ อย่าง คือ
    ๑.ปริยัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งที่พึงเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์
    ๒.ปฏิบัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติได้แก่ไตรสิกขา
    ๓.ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรคผล และนิพพาน;
    สัทธรรม ๗ คือ ๑.ศรัทธา ๒.หิริ ๓.โอตตัปปะ ๔.พาหุสัจจะ ๕.วิริยารัมภะ ๖.สติ ๗.ปัญญา"

    เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สัทธรรมแล้ว ก็จะเกิดความรู้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้เกิดความใจอย่างถูกต้องว่า
    สัทธรรม แบ่งเป็น สองชนิด สองอย่าง
    อย่างแรก มี ๓ ข้อ
    อย่างที่สอง มี ๗ ข้อ

    หากท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะพบว่า สัทธรรม ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เป็นเพียง "เครื่องมือ หรือ หัวข้อหลัก ในอันที่จะทำให้ผู้เรียน ผู้ศึกษา ได้ ศึกษาค้นหา ค้นคว้า เพื่อให้ได้รู้ เพื่อให้ได้พบ หลักสัทธรรม ทั้ง ๓ ชนิด
    ซึ่ง ในสัทธรรม ข้อที่ ๓ อันได้แก่ ปฏิเวธสัทธรรม ก็คือ โมกษะธรรม หรือ โลกุตรธรรม หรือ อัพยากตธรรม อันเป็นธรรมที่จะทำให้ บรรลุมรรคผล และนิพพานนั่นเอง คำว่า ปฏิเวธสัทธรรม นั้น หมายถึง การรู้แจ้ง รู้ตลอด รู้ทะลุปรุโปร่ง สามารถลุล่วงประสบผลจากการปฏิบัติ นั้นย่อมหมายถึง รู้ตัวธรรมะ เพื่อให้บรรลุมรรคผล และนิพพาน อันนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี

    ส่วน สัทธรรม ๗ ประการ อันได้แก่ ศรัทธา,หิริ,โอตัปปะ,พาหุสัจจะ,วิริยารัมภะ ,สติ,ปัญญา ก็เป็นเพียง ปัจจัย หรือเครื่องมือในการศึกษา ค้นหา ค้นคว้า หรือเป็นปัจจัยในอันที่จะปฏิบัติธรรม หรือฝึกตน เพื่อให้บรรลุมรรคผล และนิพพานเท่านั้น
    เพราะ
    บุคคล จะสามารถปฏิบัติธรรม หรือจะมีความตั้งใจใคร่เรียนรู้ หรือศึกษา ก็ต้อง อาศัย ความเชื่อเป็นอย่างแรก อีกทั้งยังต้องเป็นผู้ได้รู้เห็น ได้ฟังมีความจำได้นานและดีจนขึ้นใจ สามารถท่องหรือพูดสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น อย่างไม่ติดขัด อีกทั้งยังต้องรู้จักระลึกได้ และสามารถนำการได้รู้ได้เห็น ได้ฟังมาคิดพิจารณา ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นก็คือ เกิดปัญญา อีกทั้ง ยังต้องมีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป ไม่ลักขโมย ไม่โกหก หลอกลวง มีความกตัญญู รู้คุณท่านรู้ กตเวที อยู่เป็นนิจ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น

    เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน และทำความเข้าใจ และได้คิดพิจารณา ดีแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะเกิดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ถูกใครหลอกลวงให้หลงผิด เข้าใจผิด เกี่ยวกับ สัทธรรม ทางพุทธศาสนา
    เพราะในเวบฯธรรมะต่างๆ มักจะมี พวก "เดียรถีย์" แฝงตัวเข้ามาในคราบผู้รู้ แล้วปลุกปั่นให้ พุทธศาสนิกชน เกิดความเข้าใจผิด บางคน หรือ หลายๆคน ก็จาบจ้วงพระสงฆ์ ยกเอาพระสงฆ์มากล่าวอ้าง ซึ่ง อาจทำให้พระสงฆ์เหล่านั้น เสื่อมเสีย อันย่อมหมายถึง พุทธศาสนาเสื่อมเสียไปด้วย บางคน บางกลุ่ม ก็นำเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนา มากล่าวอ้าง บิดเบือน ทั้งๆที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักธรรมเหล่านั้นอย่างแท้จริง
    ได้แต่คิดเอาเอง โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักความจริง หรือความเป็นไปตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อมโทรมลง นี้เป็นคำเตือน ที่ควรได้คิดพิจารณาให้ดี อย่างถี่ถ้วน
    อีกประการหนึ่ง หากผู้ใดอ่านและคิดพิจารณาใน โมกษะธรรมดั้งเดิม แห่งข้าพเจ้าศรีอาริยเมตไตรย แล้วเกิดความเข้าใจ แม้ในระดับหนึ่ง ไม่ถึงต้องกับ รู้แจ้งรู้ตลอดทะลุปรุโปร่ง ก็เท่ากับว่า “ท่านทั้งหลายได้เห็นธรรม ซึ่งเท่ากับว่าได้เห็นเรา” ศรีอาริยเมตไตรย” ฉะนี้

    จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์
    ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Buddha : 05-02-10 เมื่อ 08:44 PM

  2. #2

    Default

    "โมกษะดั้งเดิม ก่อนพุทธกาล" อันเป็นหลักธรรม หรือหลักการแห่งข้าพเจ้า “ศรีอาริยเมตไตรย”

    ชักจะบ้าใหญ่แล้ว

  3. #3

    Default

    เจ้าผู้ใช้ชื่อว่า "พลศักดิ์"
    ตัวเจ้านั้น เขียนเพ้อเจ้อพล่ามเรื่องธรรมะ แต่ ความคิดของเจ้า ความเข้าใจในธรรมะของเจ้า ต่ำสุดๆ ไม่ใช่ต่ำเฉยๆ ความคิดต่ำ แล้วยังมีหน้าใส่ร้ายข้าพเจ้าว่า บ้า หรืออย่างไร
    เจ้าไปพิจารณาให้ดี
    อย่าทำตัวเป็น บุคคลแบบ มือถือสาก ปากถือศีล แบบคนบางกลุ่มบางคน ที่เอาพุทธศาสนาบังหน้า หารับประทาน แล้วยังไม่รู้่จักบุญคุณ ฯลฯ
    อนึ่ง
    ธรรมะที่เจ้าได้เรียนรู้มา หรือปฏิบัติมา ทำให้เจ้ารู้จัก มรรคผล หรือ ขจัดอาสวะแห่งกิเลส ได้หรือไม่
    หรือเป็นเพียง ข่มไว้ สะกดไว้ หรือ อดทน อดกลั้นไว้ ลองตอบมาซิ

  4. #4

    Default

    ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเเห็นเรา พลศักดิ์ เป็น "พระศรีอริยะเมตตรัย"

    ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมหลงคิดว่าตนเองเป็น "พระศรีอริยะเมตตรัย"

  5. #5

    Default

    เจ้า พลศักดิ์ ผู้หลงในความคิดของตนเอ๋ย อย่างเจ้านั้น มันแค่พวก อลัชชี คือ พวกหน้าด้าน
    ได้แต่พล่ามเพ้อเจ้อ เอาหลักธรรมในพระไตรปิฎก มาทำปู้ยี้ปู้ย้ำ ทำให้ของเขาเสียหาย ด้วยความไม่รู้จริง เจ้ามันคิดเอาเอง เวลาถามเจ้า เจ้าก็ตอบไม่ได้ มีแต่ข้ออ้าง ข้างๆคู แล้วเจ้ายังมีหน้าทำตัวเป็น พวกเดียรถีย์ นอกศาสนา ทำลายศาสนาด้วยความคิดสติเฟื่องของเจ้า

    ข้าฯจะถามเจ้าว่า "ที่เจ้าบอกว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเจ้า "
    ธรรม ของ เจ้าคืออะไรกันละ ไม่ได้สอนธรรมอะไรเลย ดันบอกว่า ผู้ใดเห็นธรรม อย่างเจ้าไม่ใช่บ้าธรรมดา ทั้งบ้า ทั้งโง่ แล้วยังอวดฉลาด
    เจ้าไม่ได้รู้ความหมายของคำว่า "ผู้่ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" เลยแม้แต่น้อย

    แต่ถ้าข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์อย่างเจ้าไว้ว่า
    " ถ้าเจ้าเห็นธรรม เจ้าก็จะเห็นเรา" ศรีอาริยเมตไตรย ของจริง
    อธิบายโปรดสัตว์อย่างเจ้าผู้ใช้ชื่อว่า "พลศักดิ์" เป็นแนวทางอีกนิดว่า
    คำว่าเห็นธรรม หมายถึง "เข้าใจในธรรม อย่างทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเหล่านั้น "

    ไม่ใช่พล่ามเพ้อเจ้อ เขียนเองเออเอง เข้าใจเอง แต่พิสูจน์ไม่ได้
    เอาอีกข้อ ไหนเจ้าลองพิสูจน์ให้เห็นซิว่า "ที่เจ้าว่า วิญญาณขันธ์ กับ จิตวิญญาณ" ไม่เหมือนกัน คนละอย่างกัน เจ้าพิสูจน์ให้เห็นได้ไหมละ เจ้าบ้า เจ้าโง่ แล้วยังอวดฉลาด

  6. #6

    Default

    ผมคงไม่ตอบเรื่องไร้สาระ ที่ออกมาจากอารมณ์ของคุณ จะตอบอยู่เพียงเรื่องเดียว

    "ที่เจ้าว่า วิญญาณขันธ์ กับ จิตวิญญาณ" ไม่เหมือนกัน คนละอย่างกัน เจ้าพิสูจน์ให้เห็นได้ไหมละ เจ้าบ้า เจ้าโง่ แล้วยังอวดฉลาด

    คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ลองไปฉี่รดศาลสาลเจ้าหรือศาลพระภูมิสิครับ แล้วคุณจะได้เห็นตัววิญญาณธาตุ หรือเจตภูต หรือโอปาติกะ จะได้รู้ว่าตัวเองฉลาดจริง หรืออวดฉลาดกันแน่

  7. #7

    Default

    ข้าพเจ้าได้เพิ่มเติมข้อความ เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่ได้เข้ามาอ่่าน เกิดความรู้ ความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น
    แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ใช้วิจารณญาณ และใช้สมองสติปัญญา คิดพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติของมนุษย์ ฯ ตามแต่เวลาของท่านจะอำนวย...

  8. #8

    Default

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ อ่านข้อความ
    ผมคงไม่ตอบเรื่องไร้สาระ ที่ออกมาจากอารมณ์ของคุณ จะตอบอยู่เพียงเรื่องเดียว

    "ที่เจ้าว่า วิญญาณขันธ์ กับ จิตวิญญาณ" ไม่เหมือนกัน คนละอย่างกัน เจ้าพิสูจน์ให้เห็นได้ไหมละ เจ้าบ้า เจ้าโง่ แล้วยังอวดฉลาด

    คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ลองไปฉี่รดศาลสาลเจ้าหรือศาลพระภูมิสิครับ แล้วคุณจะได้เห็นตัววิญญาณธาตุ หรือเจตภูต หรือโอปาติกะ จะได้รู้ว่าตัวเองฉลาดจริง หรืออวดฉลาดกันแน่

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีอวดอ้างแอบอ้าง ยังมีหน้าตอบว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เจ้าไม่มีหลักธรรม แล้วเจ้าจะให้ใครเห็นธรรมของเจ้ากันละ หลงตัวอยู่นั้นแหละไม่รู้สึกตัวอีก ถ้าเจ้าอยากเห็นข้าพเจ้า "ศรีอาริยเมตไตรย" ของจริงไหมละ มาได้เลยนะ รับรองเจ้าจะได้เห็นสิ่งที่ทั้งชีวิตของเจ้าไม่มีทางทำได้

    เจ้่า พลศักดิ์ ฯ ข้าพเจ้าไม่ได้ด่าเจ้าดอกนะ แต่เตือนสติเจ้าเอาไว้ว่า ระดับความรู้ของเจ้า มันเป็นเพียงความรู้ของเด็กชั้นประถม ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์โลกอย่างเจ้าอีกสักหน เจ้าค้นหา "กระทู้ เรื่อง "จิต เจตสิก รูป นิพพาน " ในเวบนี้อ่านดูซิ ถ้าเจ้าไม่บ้า ไม่โง่ เจ้าก็น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับ จิต และ วิญญาณ มากเพิ่มขึั้น
    ไม่ใช่เอาแต่พล่ามเพ้อเจ้อ ไม่ได้มีความรู้ ตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ตามหลักแพทยศาสตร์ อย่าสะเออะ แอบอ้าง เป็นข้าพเจ้า

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
  • BB code is ใช้ได้
  • Smilies are ใช้ได้
  • [IMG] code is ใช้ได้
  • [VIDEO] code is ใช้ได้
  • HTML code is งดใช้