Results 1 to 2 of 2

ชื่อกระทู้: ธรรมวินัย

  1. #1

    Default ธรรมวินัย

    ในอดีตสมัย ณ สาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา

    พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพาน ระหว่างไม้

    สาละคู่ หมดโอกาสที่สัตวโลกจะได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์อีก

    ต่อไป

    พระผู้มีพระภาคประทานพระธรรมวินัยที่ทรงแสดงแล้ว ไว้เป็นศาสดา

    แทนพระองค์เมื่อทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว [๑] พุทธบริษัทย่อมถวาย

    ความนอบน้อมสักการะพระธรรมอันประเสริฐสุดของพระผู้มีพระภาค ตาม

    ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย

    แม้ผู้ใดเห็นพระวรกายของพระองค์ ได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระ

    โอษฐ์ หรือแม้ได้จับชายสังฆาฏิติดตามพระองค์ไป แต่ไม่รู้ธรรม ไม่เป็นธรรม

    ผู้นั้นก็หาได้เห็นพระองค์ไม่ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่าย่อมเห็นตถาคต [๒]

    พระพุทธศาสนา คือ พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    มี ๓ ขั้น

    ๑. ขั้นปริยัติ ศึกษาพระธรรมวินัย

    ๒. ขั้นปฏิบัติ เจริญธรรมเพื่อบรรลุธรรมที่ดับกิเลสดับทุกข์

    ๓. ขั้นปฏิเวธ รู้แจ้งธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์



    พระพุทธดำรัสที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นตถาคต

    หมายถึง การเห็นธรรมรู้แจ้งธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ คือ

    โลกุตตรธรรม ๙ ขั้นปฏิเวธ เป็นผลของการเจริญธรรมขั้นปฏิบัติ

    การเจริญธรรมขั้นปฏิบัติต้องอาศัยปริยัติ ด้วยเหตุนี้ปริยัติ คือ การ

    ศึกษาพระธรรมวินัยจึงเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นทางนำไปสู่พระ

    พุทธศาสนาขั้นปฏิบัติและขั้นปฏิเวธ เป็นลำดับไป พระธรรมคำสอน

    ของพระผู้มีพระภาค ได้จดจำสืบต่อกันมาโดยมุขปาฐะ คือ การ

    ท่องจำจากพระอรหันตสาวกผู้กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็น ๓

    ปิฏก เรียกว่า พระไตรปิฏก การท่องจำได้กระทำสืบต่อกันมา

    ตราบจนกระทั่งได้จารึกเป็นตัวอักษร

    พระธรรมวินัยซึ่งพระอรหันตสาวกได้สังคายนาเป็น ๓ ปิฏกนั้น คือ

    ๑. พระวินัยปิฏก

    ๒. พระสุตตันตปิฏก

    ๓. พระอภิธรรมปิฏก

    พระวินัยปิฏก

    เกี่ยวกับระเบียบข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อพรหมจรรย์ขั้นสูงยิ่งขึ้นเป็นส่วนใหญ่

    พระสุตตันปิฏก

    เกี่ยวกับหลักธรรมที่ทรงเทศนาแก่บุคคลต่างๆ ณ สถานที่ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่

    พระอภิธรรมปิฏก

    เกี่ยวกับสภาพธรรมพร้อมทั้งเหตุและผลของธรรมทั้งปวง

    พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้สภาพธรรม พร้อมทั้งเหตุและผลของธรรม

    ทั้งปวง พระองค์ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้เพื่ออนุเคราะห์

    สัตว์โลกตั้งแต่สมัยตรัสรู้ ตราบจนถึงสมัยปรินิพพานด้วยพระปัญญา

    คุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ อันไม่มีผู้ใดเปรียบปาน

    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อบรรลุธรรมเป็น

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยสัมปทา [๑] คือ

    เหตุสัมปทา ผลสัมทา สัตตูปการสัมปทา

    เหตุสัมปทา การถึงพร้อมด้วยเหตุ คือ การทรงบำเพ็ญพระบารมีจนถึงพร้อม

    เพื่อตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผลสัมปทา การถึงพร้อมด้วยผล มี ๔ อย่าง คือ

    ๑. ญาณสัมปทา ได้แก่ มัคคญาณ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพระสัพพัญญุตญาณ และ

    พระทศพลญาณ เป็นต้น ซึ่งมีมัคคญาณนั้นเป็นมูล

    ๒. ปหานสัมปทา ได้แก่ ละกิเลสทั้งสิ้นพร้อมทั้งวาสนา

    วาสนา คือ กิริยาอาการทางกายวาจาที่ไม่งาม ที่ประพฤติจนเคยชิน ซึ่งถ้าไม่

    ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ละไม่ได้

    ๓. อานุภาวสัมปทา ได้แก่ ความเป็นใหญ่ในการทำให้สำเร็จได้ตามที่ปรารถนา

    ๔. รูปกายสัมปทา ได้แก่ พระรูปสมบัติอันประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ

    และอนุพยัญชนะ อันเป็นที่เจริญตา เจริญใจของชาวโลกทั้งมวล


    เมื่อเหตุ คือ บารมีถึงพร้อมแล้ว ก็ทำให้ถึงพร้อมด้วยผลสัมปทา คือ การตรัสรู้

    เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ

  2. #2

    Default

    พระพุทธเจ้าก็เทศนาว่า :

    “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จแล้วด้วยใจ”

    จะพูด จะคุย ก็เกิดจากใจทั้งนั้น พูดถึงธรรมแล้ว ที่จะไม่พูดถึงเรื่องใจแล้วไม่มี คำว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน” นั้นชัดเจนเลยทีเดียว

    พระพุทธองค์ยังทรงเทศน์ด้วยว่า :

    ".....ถ้าพระวินัยมันมากนัก เธอจงรักษาเอาแต่ใจอันเดียวเถิด”

    การจะรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ล้วนไม่มีประโยชน์อะไร ถ้ารักษาใจเอาไว้ไม่ได้

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
  • BB code is ใช้ได้
  • Smilies are ใช้ได้
  • [IMG] code is ใช้ได้
  • [VIDEO] code is ใช้ได้
  • HTML code is งดใช้