PDA

View Full Version : ขอประวัติ พระนางมัลลิกา หน่อยครับ



ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
17-07-07, 08:02 PM
ขอหน่อยนะครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าหะ ;tu

แม่พลอย
17-07-07, 09:15 PM
ประวัติพระนางมัลลิกา​เทวี

พระนางมัลลิกา​ ​ซึ่ง​เป็น​อัครมเหสีของพระ​เจ้าปา​เสนทิ​โกศล​ ​แห่งพระนครสาวัตถี​นั้น​ ​มีประวัติน่าศึกษามาก​ ​เพราะ​มีคติธรรมที่ควรนำ​มา​ใช้​ใน​ชีวิตชาวพุทธอย่างดี​ ​กล่าวคือ

พระนาง​เป็น​เพียงลูกสาวของคนขายพวงมาลัยที่ยากจนคนหนึ่ง​ ​ซึ่ง​อยู่​ใน​เมืองสาวัตถี​ ​วันหนึ่งนาง​ได้​ซื้อขนมมา​จาก​ตลาด​แล้ว​เดินไป​ใน​สวนดอกไม้​โดย​คิดว่า​จะ​กินขนม​ ​ณ​ ​ที่​นั้น​ ​ระหว่างเดินทางไป​นั้น​โชคดี​ได้​พบพระพุทธองค์พร้อม​ด้วย​พระสงฆ์​ซึ่ง​กำ​ลังเสด็จไปบิณฑบาต​ ​ด้วย​ความ​ที่นาง​เป็น​คนใจบุญ​ ​จึง​อยาก​จะ​ถวายขนมแด่พระพุทธองค์​ ​เมื่อนางนำ​ขนมที่ซื้อมา​ไปตักบาตร​ด้วย​ศรัทธาปสาทะอย่างสูง​ ​พระพุทธองค์ก็ทรงรับ​และ​ทรงแสดงอาการ​จะ​ประทับนั่ง​ใน​ที่​นั้น​นั่นเอง​ ​พระอานนท์​ได้​สนองพระพุทธองค์​โดย​ปูลาดจีวร​เป็น​อาสนะ​เพื่อทรงประทับนั่ง​ ​ทรงประทับนั่งเสวยขนม​ให้นางมัลลิกาได้​เห็น​ ​เป็น​การเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะ​ให้​แรงขึ้น​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​ผู้​ถวายเชื่อสนิทว่า​ ​พระพุทธองค์​ไม่​ทรงรังเกียจสิ่งของของคนยากคนจน​ ​ครั้นทรงเสวย​แล้ว​ทรงบ้วนพระ​โอษฐ์​และ​ได้​แสดงอาการแย้มพระ​โอษฐ์​ ​เป็น​ที่สังเกตว่าคง​จะ​มี​เหตุการณ์อะ​ไรพิ​เศษเกิดขึ้นภายหลัง​จาก​การตักบาตร​ ​พระอานนท์​เถระ​จึง​กราบทูลถาม​ถึง​สา​เหตุที่ทรงแย้มพระ​โอษฐ์​ ​พระองค์​ได้​ตรัสตอบว่า

“​อานนท์​ ​วันนี้นางมัลลิกาได้​ถวายโภชนะ​แก่ตถาคต​เป็น​ครั้งแรก​ ​ใน​วันนี้​แหละนางจัก​ได้​เป็น​อัครมเหสี​ ​เป็น​ที่​โปรดปรานของพระ​เจ้า​โกศล​ ​ก็​ใน​วัน​นั้น​นั่นเองพระราชารบ​กับ​หลาน​ใน​กาสิคามพ่ายแพ้หนีมา​เข้า​เมือง​ ​ทรงรอ​ให้​กำ​ลังพลมา​ช่วย​ได้​เสด็จ​เข้า​ไป​ยัง​สวนดอกไม้​ ​พอดีนางมัลลิกาได้​มา​เห็นพระราชา​ ​จึง​ได้​ถือโอกาสปรนนิบัติจุนเจือ​ให้​เกิด​ความ​สะดวกสบายอิ่มเอมเปรมพระทัย​ ​เป็น​เหตุ​ให้​พระราชาทรงโปรดปรานโสมนัส​ใน​น้ำ​ใจไมตรีของนาง​เป็น​อย่างยิ่ง​ ​รับสั่ง​ให้​เรียกบิดามา​ ​ทรงประทานอิสริยยศอย่างสูงยิ่ง​ ​แล้ว​ให้​นำ​นาง​เข้า​ไป​ใน​พระราชวัง​ ​ทรงสถาปนา​ไว้​ใน​ตำ​แหน่งอัครมเหสี

ภายหลังวันหนึ่ง​ ​พระราชาทรงดำ​ริว่า​ ​เรา​ให้​อิสริยยศ​เป็น​อย่างสูงแก่นาง​ ​เราควรถามนางว่า​ ​ใคร​เป็น​ที่รักของเธอ​ ​เมื่อนางทราบปัญหาก็คงกราบทูลว่า​ ​พระองค์​เป็น​ที่รักของหม่อมฉัน​ ​แล้ว​จักย้อนถามเรา​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​ ​เราจักตอบแก่นางว่า​ ​เธอ​เท่า​นั้น​เป็น​ที่รักของเรา​ ​ดัง​นั้น​ ​พระราชา​เมื่อ​จะ​ทรงทำ​ความ​สนิทสนม​เป็น​กัน​เอง​กับ​นาง​ ​จึง​ตรัสถามตามที่ทรงดำ​ริ​นั้น

ฝ่ายพระนางมัลลิกา​เป็น​บัณฑิต​ ​เป็น​อุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า​ ​และ​ของสงฆ์​ ​ทรงดำ​ริว่า​ ​ปัญหานี้​ไม่​ควรเห็นแก่หน้ากราบทูลพระราชา

จึง​กราบทูลตาม​ความ​แห่งสัจธรรมว่า​ “​หม่อมฉัน​ไม่​มี​ใคร​อื่น​ที่​จะ​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ ​พระพุทธเจ้าข้า​”

พระ​เทวี​แม้ตรัส​แล้ว​ก็​ยัง​ประสงค์​จะ​ทำ​ให้​พระราชา​เข้า​พระทัย​ความ​หมายที่​แท้จริง​ ​จึง​กราบทูลถามพระราชา​เหมือนที่พระราชาตรัสถามพระนางมา​แล้ว​ว่า “​พระองค์มี​ใคร​อื่น​ ​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ ​พระพุทธเจ้าข้า​”

พระราชา​ไม่​ทรงอาจที่​จะ​กลับ​ความ​เป็น​อย่าง​อื่น​ได้​ ​จึง​ตรัสตอบว่าพระองค์​ไม่​มี​ใคร​อื่น​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน ​แต่​ใน​พระทัยแท้ๆ​ ​ของพระราชา​ ​ไม่​ทรง​เข้า​พระทัย​ความ​หมายแห่งสัจธรรม​ ​ตามพระบาลีว่า​
นตฺถิ​ ​อตฺตสมํ​ ​เปมํ ความ​รักเสมอ​ด้วย​รักตน​ ​ไม่​มี



พระราชา​ไม่​ทรง​เข้า​ถึง​สัจธรรม​ ​ก็ทรงคิดดูหมิ่นพระ​เทวีมัลลิกาว่า​เป็น​หญิงถ่อย​ ​ชาติชั่ว​ ​เราทรงตั้ง​ไว้​ใน​ตำ​แหน่งสูงส่ง​ถึง​เพียงนี้​ ​แต่​ไม่​ยอมรักเรา​ผู้​เป็น​สามีอย่างแท้จริง​ ​แถม​ยัง​พูดต่อหน้า​เราอีกว่า​ ​ตน​เท่า​นั้น​เป็น​ที่รักแก่ตน​ ​ดังนี้อันตัวเรา​เป็น​พระ​เจ้า​แผ่นดิน​ ​ครอบครองปกครองปฐพีมณฑล​ใหญ่​ ​การ​จะ​ยืนยันว่า​เรา​ไม่​เห็นคน​อื่น​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​นั้น​ ​ไม่​สมควรแก่​เรา​เลย

พระราชา​ไม่​พอพระทัยพระ​เทวี​ ​จึง​ตรัสถามว่า​ เธอรักพระรัตนตรัยยิ่งกว่า​เรา​หรือ

พระ​เทวีมัลลิกากราบทูลว่า​ ​หม่อมฉันปรารถนาสุข​ใน​สวรรค์​และ​สุข​ใน​มรรคผล​ ​เพื่อตน​ ​แม้พระรัตนตรัยหม่อมฉันก็รัก​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ตนนั่นแหละ​จึง​เป็น​ที่รักยิ่งของหม่อมฉัน​ ​ก็สัตว์​โลก​ทั้ง​หมดนี้รักคน​อื่น​ก็​เพื่อประ​โยชน์ตนเอง​เท่า​นั้น​ ​แม้​เมื่อปรารถนาบุตร​ ​ก็ปรารถนาว่าบุตรนี้จักเลี้ยงดู​เรา​ใน​ยามแก่​ ​เมื่อปรารถนาธิดา​ ​ก็ปรารถนาว่าตระกูลของเราจักเจริญขึ้น​ ​เมื่อปรารถนาภริยา​ ​ก็ปรารถนาว่า​ ​จักบำ​เรอเรา​ ​เมื่อปรารถนา​แม้คน​อื่น​จะ​เป็น​ญาติมิตร​หรือ​พวกพ้อง​ ​ก็ปรารถนา​เนื่อง​ด้วย​มีกิจ​ส่วน​ตัว​ ​ดัง​นั้น​ชาวโลก​เป็น​ผู้​เห็นแต่ประ​โยชน์ตน​เท่า​นั้น​ ​จึง​รักคน​อื่น

เมื่อ​ได้​ทรงสดับอย่าง​นั้น​ ​พระราชา​จึง​ทรง​เข้า​พระทัยว่า​ ​พระนางมัลลิกานี้​เป็น​คนฉลาดแท้​ ​เป็น​บัณฑิต​ ​ความ​คิดเฉียบแหลม​ ​จึง​ทรงปรารภว่า​ ​เราจักนำ​ความ​นี้​ไปกราบทูลพระพุทธองค์

เมื่อ​ได้​เสด็จ​เข้า​เฝ้าพระพุทธองค์​ ​และ​ทรงกราบทูลเรื่องราวเกี่ยว​กับ​คำ​ถาม​และ​คำ​ตอบของพระ​เทวีมัลลิกา​ ​พระพุทธองค์ก็​ได้​ตรัสเหมือนรับรองสัจธรรมที่พระนางมัลลิกา​ได้​ทรงแสดงออก​แล้ว​ ​ซึ่ง​พระพุทธพจน์​นั้น​มี​ความ​ว่า

สพฺพา​ ​ทิสา​ ​อนุปริคมฺม​ ​เจตสา

เนวชฺฌคา​ ​ปิยตรมตฺตนา​ ​กฺวจิ

เอวมฺปิ​ ​โส​ ​ปุถุ​ ​อตฺตา​ ​ปเรสํ

ตสฺมา​ ​น​ ​หึ​เส​ ​ปรํ​ ​อตฺตกา​โม

ใครๆ​ ​ตรวจตรา​ด้วย​จิต​ทั่ว​ทุกทิศ​แล้ว​ ​มิ​ได้​พบ​ผู้​เป็น​ที่รักยิ่งกว่าตน​ใน​ที่​ไหนๆ​ ​เลย​ ​สัตว์​เหล่า​อื่น​ก็รักตนมากเหมือน​กัน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ผู้​รักตน​จึง​ไม่​ควรเบียดเบียน​ผู้​อื่น

(ขุททกนิกาย​ ​อุทาน​ ๒๕/๑๔๕)


คติธรรม​จาก​เรื่องนี้

1. ผู้​บริหาร​ไม่​กล้าพูดว่า​ ​ตนเองรักตนเอง​ ​เห็นแก่ประ​โยชน์ตนมากกว่า​ใคร ​เพราะ​กลัวชาวโลก​จะ​เห็นว่า​ไม่​เห็นแก่​ส่วน​รวม​หรือ​ประชาชน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ประชาชน​จึง​ได้​รับแต่คำ​เท็จ​จาก​ปากนักการเมืองเสมอๆ​ ​ว่า​ ​รักประชาชนมากกว่ารักตน​ ​อยาก​จะ​ช่วย​ประชาชนต่างๆ​ ​นานา
2. คนที่พูดสัจธรรม​ความ​จริงว่า​ “​รักตนเองมากกว่ารักคน​อื่น​” ​ถูกด่าว่า​เป็น​คนชั่ว​ ​คนถ่อย​ได้​ ​ความ​จริง​ ​เขา​พูด​เป็น​ธรรม​ ​พูดถูก​ต้อง​ ​คนที่​ไม่​ศึกษาพุทธธรรมต่างหากโง่​เขลา​ ​ไม่​เข้า​ใจสัจธรรม​ ​มักพูด​เป็น​โทษ​เป็น​ภัยต่อพระพุทธศาสนา​เสมอ​ ​ทำ​สิ่งที่​เป็น​ภัยต่อพระพุทธศาสนา​ด้วย​ ​และ​มักดูหมิ่นคนที่มี​ความ​รู้จริง​ใน​พระพุทธศาสนา
3. ตนเองชื่อว่า​เป็น​ที่รักอย่างยิ่ง​ ​ไม่​มี​ใครที่​เป็น​ที่รักเสมอ​ด้วย​ตน​ ​เพราะ​เรา​เกิดมาดิ้นรนขวนขวาย​ให้​ได้​มา​ซึ่ง​ปัจจัยแห่งชีวิต​ ​และ​ประ​โยชน์สุขต่างๆ​ ​ก็​เพื่อ​ให้​ตน​อยู่​สุขสบาย​ ​มี​เกียรติ​ ​มีชื่อเสียง​ ​มี​ความ​สำ​เร็จ​ใน​ด้านต่างๆ​ ​แม้​จะ​ทำ​ความ​ดี​เพื่อสวรรค์​ ​นิพพาน​ ​ก็ชื่อว่าทำ​เพื่อตน​ ​เพราะ​รักตนเอง​ ​นี้​เป็น​สัจธรรม
4. พระพุทธองค์ทรงสอน​ให้​เข้า​ใจว่า​ ​ทุกคน​เป็น​อย่างนี้​เสมอเหมือน​กัน​ ​คือรักตน​ ​เราก็รักตน​ ​เขา​ก็รักตน​ ​เพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ เราก็​จะ​ต้อง​งดการเบียดเบียน​ผู้​อื่น​ ​สัตว์​อื่น​ ​ถ้า​ยัง​เบียดเบียน​เขา​อยู่​ ​ก็ชื่อว่า​เรา​ไม่​มี​ความ​ยุติธรรม​ ​และ​ชื่อว่า​ไม่​ได้​รักตน​ ​ประ​โยคหลังนี้หมาย​ความ​ว่า ​การเบียดเบียน​กัน​เป็น​บาป​ ​เป็น​เวรภัย​ ​ที่​จะ​เป็น​ปฏิกิริยาย้อนกลับมาทำ​ลายตนเอง​ ​ถ้า​เรา​ยัง​ทำ​บาปก็คือ​ ​เราทำ​ลายตนเอง​ ​ถ้า​เราทำ​ลายตนเองก็​จะ​ไม่​ชื่อว่า​ ​รักตนเองจริง
5. พระพุทธเจ้าทรงสอน​ให้​เรามีศีล​ ​คือ​ให้​งดทำ​บาป​ ​เท่า​กับ​ว่า​ให้​งดทำ​ลายตนเอง​ ​ชาวพุทธ​ทั้ง​หลาย​ยัง​คิดผิด​กัน​อยู่​มิ​ใช่​หรือ​ ​โดย​เฉพาะการเบียดเบียนสัตว์​ ​โดย​คิดว่า​จะ​ให้​ความ​สุขแก่​เรา​นั้น​ ​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​เพราะ​เราทำ​บาปย่อม​ได้​บาป​ “​ได้​บาป​” ​คือ​ต้อง​ทุกข์​เดือดร้อนสูญเสีย​ ​เมื่อ​ได้​รับทุกข์​เดือดร้อนสูญเสียต่างๆ​ ​คิด​กัน​บ้าง​หรือ​ไม่​ว่า​ ​เป็น​เพราะ​ผลบาปที่​เราทำ​กัน​มา​เอง

******************************
ที่มา http://www.thavorn.net/mainactivity2/kantradset4/traddd36.doc

*****************************************
ส่วนอีกคนหนึ่ง
​พระนางมัลลิกา​ซึ่ง​เป็น​ธิดาของมัลละกษัตริย์องค์หนึ่ง​ ​ใน​เมืองกุสินารา​ ​ซึ่ง​ภายหลัง​ได้​สมรส​กับ​พันธุละ​เสนาบดี

พันธุ​เสนาบดี​ ​เป็น​โอรสของเจ้ามัลละ​ใน​เมืองกุสินารา​ ​เป็น​ศิษย์ศึกษาศิลปวิทยา​ใน​สำ​นักเดียว​กัน​กับ​ปเสนทิกุมารแห่งแคว้นโกศล​ ​และเมื่อศึกษาจบ​ได้​กลับไป​ยัง​กุสินารานคร​ ​และ​ได้​แสดงศิลปวิทยาที่​ได้​ศึกษามา​ให้​เหล่ามัลละกษัตริย์ชม​ ​แต่ถูกเจ้ามัลละบางพวกแกล้ง​ ​ด้วย​ความ​น้อยใจ​ ​จึง​หนี​ไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของปเสนทิกุมาร​ ​ซึ่ง​ขณะ​นั้น​ได้​ครองราช​เป็น​พระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ ​และ​ได้​ทรงสถาปนาพันธุละ​ใน​ตำ​แหน่งเสนาบดี​ ​พันธุละก็​ได้​รับราชการสนองพระ​เดชพระคุณพระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ด้วย​ความ​ซื่อสัตย์สุจริต

สำ​หรับพันธุละ​ผู้​นี้​ได้​สมรส​กับ​เจ้าหญิงมัลลิกา​ ​แต่หลัง​จาก​แต่งงาน​เป็น​เวลานานก็​ยัง​ไม่​มีบุตร​ ​จนสามีคิดว่าพระนาง​เป็น​หมัน​(ตาม​ความ​เชื่อสมัย​นั้น​ ​ถือว่าสตรีที่​ไม่​สามารถ​มีบุตร​ได้​จะ​ทำ​ให้​สามี​เป็น​คนอาภัพ​ ​ต้อง​ถูกส่งตัวกลับตระกูลเดิม) ​จึง​ส่งพระนางกลับตระกูลของตน​ ​ก่อนกลับ​ได้​ถวายบังคมลาพระพุทธเจ้าที่พระ​เชตวัน

พระพุทธองค์​จึง​ตรัสถามว่า​ ​เธอ​จะ​ไปไหน​ ​พระนาง​จึง​กราบทูลไปว่า​ ​จะ​กลับไป​ยัง​เมืองมาตุภูมิ​ ​เพราะ​ไม่​สามารถ​ให้​กำ​เนิดบุตรแก่สามี​ได้​ ​จึง​ถูกส่งตัวกลับแต่พระพุทธองค์ตรัส​ไม่​ให้​กลับ

พระนางมัลลิกาคิดว่า​ ​พระพุทธเจ้าทรง​เป็น​ผู้​รู้ เห็นที​เราคงมีบุตรแน่ๆ​ ​พระองค์​จึง​ตรัสถามอย่างนี้ พระนางดี​ใจ​เป็น​ล้นพ้น​ ​และ​เดินทางกลับบ้านทันที

อยู่​มา​ไม่​นานพระนางก็​แพ้ท้องอยากลงอาบ​และ​ดื่มน้ำ​ใน​สระ​โบกขรณี​ ​อัน​เป็น​สระน้ำ​มงคล​และ​เป็น​ที่หวงแหนของพระ​เจ้า​ลิจฉวี​ ​เมืองไพศาลี​ ​สระนี้​ได้​รับการอารักขาอย่างแข็งแรง​ ​พันธุละอุ้มภริยาขึ้นรถถือธนูคู่ชีพ​ ​มุ่งหน้า​ไป​ยัง​เมืองไพศาลี

เมื่อ​ถึง​เมืองไพศาลี​แล้ว​ ​ก็มุ่งตรงไป​ยัง​สระ​โบกขรณี​ ​และ​ใช้​แส้หวายหวดไล่​เหล่าทหารที่อารักขาสระน้ำ​จนแตกกระจาย​ ​ให้​ภริยาลงอาบน้ำ​ ​ดื่มน้ำ​ ​แล้ว​ขึ้นรถห้อตะบึงกลับ​ ​พวกเจ้าลิจฉวี​เมื่อทราบว่ามี​ผู้​บุกรุกก็ออกติดตาม

มหาลิลิจฉวีสหายร่วมสำ​นักของพันธุละ​ ​ซึ่ง​บัดนี้ตาบอด​ทั้ง​สองข้าง​ ​และ​เป็น​อาจารย์ของลิจฉวีราชกุมาร​ทั้ง​หลาย​ ​ได้​ยินเสียงฝี​เท้าม้า​และ​ล้อรถวิ่งผ่านไป​ ​รู้ทันทีว่า​เป็น​พันธุละ​เสนาบดี​ผู้​เกรียงไกร​ ​จึง​ร้องห้ามพวกลิจฉวี​ไม่​ให้​ตามไป​ ​เพราะ​จะ​เป็น​อันตรายแก่ชีวิตแต่พวกเจ้าลิจฉวี​ไม่​เชื่อฟัง

พันธุละบอกภริยาว่า​ ​ถ้า​รถม้าที่ตามมาปรากฎ​เป็น​แนวเดียว​กัน​เมื่อไร​ให้​บอก​ ​และ​เมื่อพระนางมัลลิกา​เห็นว่ารถ​ได้​เรียงแถว​เป็น​แนวเดียว​กัน​แล้ว​จึง​บอก​ ​พันธุละ​จึง​โก่งคันศรปล่อยธนู​ไป​ด้วย​ความ​แรง​ ​ลูกธูนออก​จาก​แหล่ง​ด้วย​ความ​เร็ว​เจาะ​เกราะทะลุหัวใจของมัลลกกษัตริย์​ ๕๐๐ ​คน​ ​พร้อม​กัน​ ​ล้มลงสิ้นชีวิตหมดสิ้น

ต่อมาพระนางมัลลิกาก็คลอดบุตรชายแฝด​ ๑๖ ​ครั้ง​ ​ครั้งละ ๒ คนบุตร​ทั้ง​หมดเจริญเติบโตเต็มวัย​แล้ว​ได้​เรียนศิลปวิทยาสำ​เร็จ​กัน​จนหมดแต่ละคนก็มีบุรุษบริวารนับพันคน อยู่​มาวันหนึ่ง พันธุละ​เสนาบดี​ ​ได้​ทราบว่าพวกอามาตย์​ผู้​วินิจฉัยคดี วินิจฉัยคดี​ด้วย​ความ​ไม่​ยุติธรรมเก่​เจ้าทุกข์ จึง​วินจิฉัยเสียเอง​ ​ทำ​ให้​ประชาชนมี​ความ​ยุคิธรรม เรื่องรู้​ไป​ถึง​พระกรรณของพระ​เจ้าปเสนทิ​โกศล​ ​พระองค์​จึง​ทรงมอบหน้าที่วินจิฉัยคดี​แก่พันธุละอีกตำ​แหน่งหนึ่ง จึง​ทรงหาอุบาย​ให้​พันธุละ​ไปปราบโจรที่ชายแดน และ​ทรงส่งทหารไปดักฆ่าพันธุละ​และพร้อม​กับ​บุตรชาย ๓๒ คนจนสิ้นชีวิตหมดสิ้น

วันที่พันธุละ​และ​บุตร​ทั้ง​หมดถูกฆ่า พระนางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวก​ทั้ง​สอง พร้อมภิษุ ๕๐๐ รูปไปฉันภัตตาหารที่บ้าน เช้า​วัน​นั้น​มีคนนำ​จดหมายมา​แจ้งว่าสามี​และ​บุตรของพระนางถูกโจรฆ่าตายหมดสิ้น

พระนางมัลลิกา​จึง​นำ​จดหมายออก​จาก​ชายพก​และ​เรียนต่อพระ​เถระว่า​ "ดิฉัน​ได้​ข่าวว่าสามี​และ​บุตรชาย​ทั้ง ๓๒ คน ได้​ตายเสีย​แล้ว เมื่อเช้านี้​ยัง​ไม่​คิดอะ​ไร เพียงแค่ถาดเนย​ใส่​แตก​จะ​คิดอะ​ไรเล่า​"

พระนางมัลลิกา​เรียกสะ​ใภ้​ทั้ง ๓๒ คน​ ​มา​ให้​โอวาทว่า สามีของพวกเธอ​ไม่​มี​ความ​ผิด แค่​ได้​รับผลกรรมที่ทำ​ไว้​แต่ปางก่อน พวกเธออย่า​ได้​เศร้า​โศกไปเลย

จาก​จาดบุรุษที่พระ​เจ้าบเสนทิ​โกศลส่งคนมาสอดแนม ได้​นำ​ข้อ​ความ​ที่นางมัลลิกาสอนแก่สะ​ใภ้​ไปกราบทูล​ให้​พระ​เจ้าปเสนทิ​โกศลทรงทราบ พระองค์ทรงสรดพระราชหฤทัยที่หลงเชื่อคนผิด ทำ​ให้​พันธุละผู้ซื่อสัตว์พร้อมบุตร​ต้อง​เสียชีวิต

*********************
ที่มา http://www.geocities.com/sak_note/manlega.htm