View Full Version : ขอประวัติ พระนางมัลลิกา หน่อยครับ
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
17-07-07, 08:02 PM
ขอหน่อยนะครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าหะ ;tu
แม่พลอย
17-07-07, 09:15 PM
ประวัติพระนางมัลลิกาเทวี
พระนางมัลลิกา ซึ่งเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าปาเสนทิโกศล แห่งพระนครสาวัตถีนั้น มีประวัติน่าศึกษามาก เพราะมีคติธรรมที่ควรนำมาใช้ในชีวิตชาวพุทธอย่างดี กล่าวคือ
พระนางเป็นเพียงลูกสาวของคนขายพวงมาลัยที่ยากจนคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี วันหนึ่งนางได้ซื้อขนมมาจากตลาดแล้วเดินไปในสวนดอกไม้โดยคิดว่าจะกินขนม ณ ที่นั้น ระหว่างเดินทางไปนั้นโชคดีได้พบพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์ซึ่งกำลังเสด็จไปบิณฑบาต ด้วยความที่นางเป็นคนใจบุญ จึงอยากจะถวายขนมแด่พระพุทธองค์ เมื่อนางนำขนมที่ซื้อมาไปตักบาตรด้วยศรัทธาปสาทะอย่างสูง พระพุทธองค์ก็ทรงรับและทรงแสดงอาการจะประทับนั่งในที่นั้นนั่นเอง พระอานนท์ได้สนองพระพุทธองค์โดยปูลาดจีวรเป็นอาสนะเพื่อทรงประทับนั่ง ทรงประทับนั่งเสวยขนมให้นางมัลลิกาได้เห็น เป็นการเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะให้แรงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ถวายเชื่อสนิทว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงรังเกียจสิ่งของของคนยากคนจน ครั้นทรงเสวยแล้วทรงบ้วนพระโอษฐ์และได้แสดงอาการแย้มพระโอษฐ์ เป็นที่สังเกตว่าคงจะมีเหตุการณ์อะไรพิเศษเกิดขึ้นภายหลังจากการตักบาตร พระอานนท์เถระจึงกราบทูลถามถึงสาเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระองค์ได้ตรัสตอบว่า
“อานนท์ วันนี้นางมัลลิกาได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นครั้งแรก ในวันนี้แหละนางจักได้เป็นอัครมเหสี เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโกศล ก็ในวันนั้นนั่นเองพระราชารบกับหลานในกาสิคามพ่ายแพ้หนีมาเข้าเมือง ทรงรอให้กำลังพลมาช่วยได้เสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้ พอดีนางมัลลิกาได้มาเห็นพระราชา จึงได้ถือโอกาสปรนนิบัติจุนเจือให้เกิดความสะดวกสบายอิ่มเอมเปรมพระทัย เป็นเหตุให้พระราชาทรงโปรดปรานโสมนัสในน้ำใจไมตรีของนางเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งให้เรียกบิดามา ทรงประทานอิสริยยศอย่างสูงยิ่ง แล้วให้นำนางเข้าไปในพระราชวัง ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี
ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาทรงดำริว่า เราให้อิสริยยศเป็นอย่างสูงแก่นาง เราควรถามนางว่า ใครเป็นที่รักของเธอ เมื่อนางทราบปัญหาก็คงกราบทูลว่า พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน แล้วจักย้อนถามเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักตอบแก่นางว่า เธอเท่านั้นเป็นที่รักของเรา ดังนั้น พระราชาเมื่อจะทรงทำความสนิทสนมเป็นกันเองกับนาง จึงตรัสถามตามที่ทรงดำรินั้น
ฝ่ายพระนางมัลลิกาเป็นบัณฑิต เป็นอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า และของสงฆ์ ทรงดำริว่า ปัญหานี้ไม่ควรเห็นแก่หน้ากราบทูลพระราชา
จึงกราบทูลตามความแห่งสัจธรรมว่า “หม่อมฉันไม่มีใครอื่นที่จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตน พระพุทธเจ้าข้า”
พระเทวีแม้ตรัสแล้วก็ยังประสงค์จะทำให้พระราชาเข้าพระทัยความหมายที่แท้จริง จึงกราบทูลถามพระราชาเหมือนที่พระราชาตรัสถามพระนางมาแล้วว่า “พระองค์มีใครอื่น เป็นที่รักยิ่งกว่าตน พระพุทธเจ้าข้า”
พระราชาไม่ทรงอาจที่จะกลับความเป็นอย่างอื่นได้ จึงตรัสตอบว่าพระองค์ไม่มีใครอื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตน แต่ในพระทัยแท้ๆ ของพระราชา ไม่ทรงเข้าพระทัยความหมายแห่งสัจธรรม ตามพระบาลีว่า
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักเสมอด้วยรักตน ไม่มี
พระราชาไม่ทรงเข้าถึงสัจธรรม ก็ทรงคิดดูหมิ่นพระเทวีมัลลิกาว่าเป็นหญิงถ่อย ชาติชั่ว เราทรงตั้งไว้ในตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนี้ แต่ไม่ยอมรักเราผู้เป็นสามีอย่างแท้จริง แถมยังพูดต่อหน้าเราอีกว่า ตนเท่านั้นเป็นที่รักแก่ตน ดังนี้อันตัวเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ครอบครองปกครองปฐพีมณฑลใหญ่ การจะยืนยันว่าเราไม่เห็นคนอื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตนนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย
พระราชาไม่พอพระทัยพระเทวี จึงตรัสถามว่า เธอรักพระรัตนตรัยยิ่งกว่าเราหรือ
พระเทวีมัลลิกากราบทูลว่า หม่อมฉันปรารถนาสุขในสวรรค์และสุขในมรรคผล เพื่อตน แม้พระรัตนตรัยหม่อมฉันก็รัก เพราะฉะนั้นตนนั่นแหละจึงเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉัน ก็สัตว์โลกทั้งหมดนี้รักคนอื่นก็เพื่อประโยชน์ตนเองเท่านั้น แม้เมื่อปรารถนาบุตร ก็ปรารถนาว่าบุตรนี้จักเลี้ยงดูเราในยามแก่ เมื่อปรารถนาธิดา ก็ปรารถนาว่าตระกูลของเราจักเจริญขึ้น เมื่อปรารถนาภริยา ก็ปรารถนาว่า จักบำเรอเรา เมื่อปรารถนาแม้คนอื่นจะเป็นญาติมิตรหรือพวกพ้อง ก็ปรารถนาเนื่องด้วยมีกิจส่วนตัว ดังนั้นชาวโลกเป็นผู้เห็นแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น จึงรักคนอื่น
เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้น พระราชาจึงทรงเข้าพระทัยว่า พระนางมัลลิกานี้เป็นคนฉลาดแท้ เป็นบัณฑิต ความคิดเฉียบแหลม จึงทรงปรารภว่า เราจักนำความนี้ไปกราบทูลพระพุทธองค์
เมื่อได้เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และทรงกราบทูลเรื่องราวเกี่ยวกับคำถามและคำตอบของพระเทวีมัลลิกา พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเหมือนรับรองสัจธรรมที่พระนางมัลลิกาได้ทรงแสดงออกแล้ว ซึ่งพระพุทธพจน์นั้นมีความว่า
สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวมฺปิ โส ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโม
ใครๆ ตรวจตราด้วยจิตทั่วทุกทิศแล้ว มิได้พบผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหนๆ เลย สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
(ขุททกนิกาย อุทาน ๒๕/๑๔๕)
คติธรรมจากเรื่องนี้
1. ผู้บริหารไม่กล้าพูดว่า ตนเองรักตนเอง เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่าใคร เพราะกลัวชาวโลกจะเห็นว่าไม่เห็นแก่ส่วนรวมหรือประชาชน เพราะฉะนั้น ประชาชนจึงได้รับแต่คำเท็จจากปากนักการเมืองเสมอๆ ว่า รักประชาชนมากกว่ารักตน อยากจะช่วยประชาชนต่างๆ นานา
2. คนที่พูดสัจธรรมความจริงว่า “รักตนเองมากกว่ารักคนอื่น” ถูกด่าว่าเป็นคนชั่ว คนถ่อยได้ ความจริง เขาพูดเป็นธรรม พูดถูกต้อง คนที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมต่างหากโง่เขลา ไม่เข้าใจสัจธรรม มักพูดเป็นโทษเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาเสมอ ทำสิ่งที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาด้วย และมักดูหมิ่นคนที่มีความรู้จริงในพระพุทธศาสนา
3. ตนเองชื่อว่าเป็นที่รักอย่างยิ่ง ไม่มีใครที่เป็นที่รักเสมอด้วยตน เพราะเราเกิดมาดิ้นรนขวนขวายให้ได้มาซึ่งปัจจัยแห่งชีวิต และประโยชน์สุขต่างๆ ก็เพื่อให้ตนอยู่สุขสบาย มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีความสำเร็จในด้านต่างๆ แม้จะทำความดีเพื่อสวรรค์ นิพพาน ก็ชื่อว่าทำเพื่อตน เพราะรักตนเอง นี้เป็นสัจธรรม
4. พระพุทธองค์ทรงสอนให้เข้าใจว่า ทุกคนเป็นอย่างนี้เสมอเหมือนกัน คือรักตน เราก็รักตน เขาก็รักตน เพื่อความยุติธรรม เราก็จะต้องงดการเบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น ถ้ายังเบียดเบียนเขาอยู่ ก็ชื่อว่าเราไม่มีความยุติธรรม และชื่อว่าไม่ได้รักตน ประโยคหลังนี้หมายความว่า การเบียดเบียนกันเป็นบาป เป็นเวรภัย ที่จะเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับมาทำลายตนเอง ถ้าเรายังทำบาปก็คือ เราทำลายตนเอง ถ้าเราทำลายตนเองก็จะไม่ชื่อว่า รักตนเองจริง
5. พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามีศีล คือให้งดทำบาป เท่ากับว่าให้งดทำลายตนเอง ชาวพุทธทั้งหลายยังคิดผิดกันอยู่มิใช่หรือ โดยเฉพาะการเบียดเบียนสัตว์ โดยคิดว่าจะให้ความสุขแก่เรานั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะเราทำบาปย่อมได้บาป “ได้บาป” คือต้องทุกข์เดือดร้อนสูญเสีย เมื่อได้รับทุกข์เดือดร้อนสูญเสียต่างๆ คิดกันบ้างหรือไม่ว่า เป็นเพราะผลบาปที่เราทำกันมาเอง
******************************
ที่มา http://www.thavorn.net/mainactivity2/kantradset4/traddd36.doc
*****************************************
ส่วนอีกคนหนึ่ง
พระนางมัลลิกาซึ่งเป็นธิดาของมัลละกษัตริย์องค์หนึ่ง ในเมืองกุสินารา ซึ่งภายหลังได้สมรสกับพันธุละเสนาบดี
พันธุเสนาบดี เป็นโอรสของเจ้ามัลละในเมืองกุสินารา เป็นศิษย์ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักเดียวกันกับปเสนทิกุมารแห่งแคว้นโกศล และเมื่อศึกษาจบได้กลับไปยังกุสินารานคร และได้แสดงศิลปวิทยาที่ได้ศึกษามาให้เหล่ามัลละกษัตริย์ชม แต่ถูกเจ้ามัลละบางพวกแกล้ง ด้วยความน้อยใจ จึงหนีไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของปเสนทิกุมาร ซึ่งขณะนั้นได้ครองราชเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล และได้ทรงสถาปนาพันธุละในตำแหน่งเสนาบดี พันธุละก็ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
สำหรับพันธุละผู้นี้ได้สมรสกับเจ้าหญิงมัลลิกา แต่หลังจากแต่งงานเป็นเวลานานก็ยังไม่มีบุตร จนสามีคิดว่าพระนางเป็นหมัน(ตามความเชื่อสมัยนั้น ถือว่าสตรีที่ไม่สามารถมีบุตรได้จะทำให้สามีเป็นคนอาภัพ ต้องถูกส่งตัวกลับตระกูลเดิม) จึงส่งพระนางกลับตระกูลของตน ก่อนกลับได้ถวายบังคมลาพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน
พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า เธอจะไปไหน พระนางจึงกราบทูลไปว่า จะกลับไปยังเมืองมาตุภูมิ เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรแก่สามีได้ จึงถูกส่งตัวกลับแต่พระพุทธองค์ตรัสไม่ให้กลับ
พระนางมัลลิกาคิดว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ เห็นทีเราคงมีบุตรแน่ๆ พระองค์จึงตรัสถามอย่างนี้ พระนางดีใจเป็นล้นพ้น และเดินทางกลับบ้านทันที
อยู่มาไม่นานพระนางก็แพ้ท้องอยากลงอาบและดื่มน้ำในสระโบกขรณี อันเป็นสระน้ำมงคลและเป็นที่หวงแหนของพระเจ้าลิจฉวี เมืองไพศาลี สระนี้ได้รับการอารักขาอย่างแข็งแรง พันธุละอุ้มภริยาขึ้นรถถือธนูคู่ชีพ มุ่งหน้าไปยังเมืองไพศาลี
เมื่อถึงเมืองไพศาลีแล้ว ก็มุ่งตรงไปยังสระโบกขรณี และใช้แส้หวายหวดไล่เหล่าทหารที่อารักขาสระน้ำจนแตกกระจาย ให้ภริยาลงอาบน้ำ ดื่มน้ำ แล้วขึ้นรถห้อตะบึงกลับ พวกเจ้าลิจฉวีเมื่อทราบว่ามีผู้บุกรุกก็ออกติดตาม
มหาลิลิจฉวีสหายร่วมสำนักของพันธุละ ซึ่งบัดนี้ตาบอดทั้งสองข้าง และเป็นอาจารย์ของลิจฉวีราชกุมารทั้งหลาย ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและล้อรถวิ่งผ่านไป รู้ทันทีว่าเป็นพันธุละเสนาบดีผู้เกรียงไกร จึงร้องห้ามพวกลิจฉวีไม่ให้ตามไป เพราะจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตแต่พวกเจ้าลิจฉวีไม่เชื่อฟัง
พันธุละบอกภริยาว่า ถ้ารถม้าที่ตามมาปรากฎเป็นแนวเดียวกันเมื่อไรให้บอก และเมื่อพระนางมัลลิกาเห็นว่ารถได้เรียงแถวเป็นแนวเดียวกันแล้วจึงบอก พันธุละจึงโก่งคันศรปล่อยธนูไปด้วยความแรง ลูกธูนออกจากแหล่งด้วยความเร็วเจาะเกราะทะลุหัวใจของมัลลกกษัตริย์ ๕๐๐ คน พร้อมกัน ล้มลงสิ้นชีวิตหมดสิ้น
ต่อมาพระนางมัลลิกาก็คลอดบุตรชายแฝด ๑๖ ครั้ง ครั้งละ ๒ คนบุตรทั้งหมดเจริญเติบโตเต็มวัยแล้วได้เรียนศิลปวิทยาสำเร็จกันจนหมดแต่ละคนก็มีบุรุษบริวารนับพันคน อยู่มาวันหนึ่ง พันธุละเสนาบดี ได้ทราบว่าพวกอามาตย์ผู้วินิจฉัยคดี วินิจฉัยคดีด้วยความไม่ยุติธรรมเก่เจ้าทุกข์ จึงวินจิฉัยเสียเอง ทำให้ประชาชนมีความยุคิธรรม เรื่องรู้ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึงทรงมอบหน้าที่วินจิฉัยคดีแก่พันธุละอีกตำแหน่งหนึ่ง จึงทรงหาอุบายให้พันธุละไปปราบโจรที่ชายแดน และทรงส่งทหารไปดักฆ่าพันธุละและพร้อมกับบุตรชาย ๓๒ คนจนสิ้นชีวิตหมดสิ้น
วันที่พันธุละและบุตรทั้งหมดถูกฆ่า พระนางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวกทั้งสอง พร้อมภิษุ ๕๐๐ รูปไปฉันภัตตาหารที่บ้าน เช้าวันนั้นมีคนนำจดหมายมาแจ้งว่าสามีและบุตรของพระนางถูกโจรฆ่าตายหมดสิ้น
พระนางมัลลิกาจึงนำจดหมายออกจากชายพกและเรียนต่อพระเถระว่า "ดิฉันได้ข่าวว่าสามีและบุตรชายทั้ง ๓๒ คน ได้ตายเสียแล้ว เมื่อเช้านี้ยังไม่คิดอะไร เพียงแค่ถาดเนยใส่แตกจะคิดอะไรเล่า"
พระนางมัลลิกาเรียกสะใภ้ทั้ง ๓๒ คน มาให้โอวาทว่า สามีของพวกเธอไม่มีความผิด แค่ได้รับผลกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน พวกเธออย่าได้เศร้าโศกไปเลย
จากจาดบุรุษที่พระเจ้าบเสนทิโกศลส่งคนมาสอดแนม ได้นำข้อความที่นางมัลลิกาสอนแก่สะใภ้ไปกราบทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบ พระองค์ทรงสรดพระราชหฤทัยที่หลงเชื่อคนผิด ทำให้พันธุละผู้ซื่อสัตว์พร้อมบุตรต้องเสียชีวิต
*********************
ที่มา http://www.geocities.com/sak_note/manlega.htm
vBulletin® v3.8.2, Copyright ©2000-2013, Jelsoft Enterprises Ltd.