pingpong
28-01-07, 04:38 PM
ความสุข ไม่มีอยุ่จริง
ทุกชีวิตต้องเหนื่อยยากลำบาก ทั้งกายใจ เพื่อแสวงหา ลาภยศ ศักดิ์ศรี หน้าตา ชื่อเสียง สรรเสริญ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ครอบครัว และ กามารมณ์ โดยคิดว่า นี่คือความสุขที่สุดของมนุษย์ แต่ความจริงของชีวิต ร่างกาย จิตใจเรานี้ จะต้องดิ้นรนแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่าง มาเพื่อบำบัดความทุกข์ที่มีอยู่ เพื่อระงับไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้น เช่น ร่างกายต้องหิวอาหาร ต้องกินทุกวัน ความหิวจึงเป็นทุกข์ เมื่อหาอาหารมากินจนอิ่ม เท่ากับว่า ได้บำบัดระงับความทุกข์นั่นเอง แต่คนเรามองไม่ออก จึงไปคิดเอาว่า กินเพื่อความสุข แต่ที่จริงความสุขจากการกินนั้น มันอร่อยแค่ถูกลิ้นแป๊ปเดียว พอผ่านลิ้นลงคอไปแล้ว ความอร่อยหรือความสุขก็หมดไป
ทุกสิ่งที่หามาเพื่อตอบสนองใจเรา มันเหมือนกับการกินอาหาร นั่นแหละชีวิต จึงมีแต่ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ ก็ดับไป ที่เรารู้สึกว่ามีความสุขก็เพราะ ความทุกข์มันเบาตัวลง มันได้บำบัดระงับลงไปชั่วขณะหนึ่ง จึงรู้สึกสบายขึ้น จึงหลงกันไปว่า เรามีความสุข ความสุขก็คือ ความรู้สึกขณะหนึ่ง ๆ ที่ความทุกข์มันลดระดับลง จะรู้สึกว่าสบายขึ้น พอสักพัก เมื่อความทุกข์มันก่อตัวเพิ่มมากขึ้น เราก็จะทนต่อสภาพนั้นไม่ไหว ต้องวิ่งหาวัตถุสิ่งของมาบำบัดอีก ผู้มีปัญญาจึงมองเห็นทั้งสุขและทุกข์ ว่ามันไม่น่ายินดี ที่เราจะเข้าไปติดใจมัน เพราะมันเป็นเพียงความรู้สึกที่คิดปรุงแต่ง ไปตามความต้องการของเราเอง มันไม่มีอยู่จริง ๆ อย่างไปติดใจในรสชาติของมันเลย จะนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อน เหน็ดเหนื่อยที่ต้องดิ้นรนแสวงหามาตอบสนองความอยากไม่สิ้นสุด แต่เราต้องดิ้นรนแสวงหามาเท่าที่มีความจำเป็นต้อง กิน อยู่ ใช้ แล้วรู้จักพอดี พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่
ทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยปัญญา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา บางปัญหาถ้าอยู่ในเงื่อนไขของเวลาปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถแก้ไบอะไรได้ เพราะมันต้องใช้เวลา รอคอยโอกาสนั้นมาถึงก่อน เราต้องรอเวลาปล่อยวาง เก็บปัญหานั้นไว้ก่อน หยุดคิดถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ให้หันเหความคิดออกจากปัญหานั้น ไปทำสิ่งอื่นก่อน แล้วจึงกลับมาคิดใหม่ เมื่อจิตเราพร้อมจะทำ ให้จิตเราผ่อนคลายลง การที่เราจะไปจมปลักอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ตก เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง หาความสุขไม่ได้ จงหยุดแล้วหลุดรอดออกจากมันก่อน แล้วค่อยหาทางแก้ไขในโอกาสต่อไปจะดีกว่า จิตใจของเราเปรียบเหมือนลิง ที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง ชอบคิดฟุ้งซ่าน ทำให้เป็นทุกข์ คิดหาเรื่องใส่ตัวแบบเรื่องไม่เป็นเรื่อง คิดเรื่อยเปื่อย น้อยอกน้อยใจ นี่คือ ธรรมชาติจิต ชอบคิดไปในอดีต อนาคต จึงนำมาซึ่งความทุกข์ วุ่นวาย เพราะจิตไม่หยุดนิ่ง ไม่สงบ ขาดการฝึกฝนควบคุม ขอเพียงให้ท่านตั้งสติระลึกรู้อยุ่กับปัจจุบัน สลัดขจัดความคิดที่ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ออกไปจากจิต ด้วยการตั้งสติให้มั่นคง จิตใจจะไม่เหน็ดเหนื่อยล้า มีพลังผลักดันความคิดฟุ้งซ่านออกไป การคิดมากมายหลายเรื่อง ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นบรรลุผลสำเร็จ มีแต่จะทำให้สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก สติ สมาธิ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จิตจะต้องมีอยู่ทุกเวลานาทีอย่าเผลอ จงมีสติรู้เท่าทันกับปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น มั่นคงไม่หวั่นไหว แล้วคิดด้วยความสงบไม่วุ่นวาย คิดแบบเบาสบายไม่เครียด ด้วยปัญญาที่ฉลาด มีเหตุผลที่ถูกต้อง ก็จะสามารถแก้ไขบรรลุความสำเร็จได้ไม่ยาก
จากหนังสือ "ชีวิตเสรี" โดย "พระอาจารย์ ยุทธนา เตชปัญโญ"
pingpong :(
ทุกชีวิตต้องเหนื่อยยากลำบาก ทั้งกายใจ เพื่อแสวงหา ลาภยศ ศักดิ์ศรี หน้าตา ชื่อเสียง สรรเสริญ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ครอบครัว และ กามารมณ์ โดยคิดว่า นี่คือความสุขที่สุดของมนุษย์ แต่ความจริงของชีวิต ร่างกาย จิตใจเรานี้ จะต้องดิ้นรนแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่าง มาเพื่อบำบัดความทุกข์ที่มีอยู่ เพื่อระงับไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้น เช่น ร่างกายต้องหิวอาหาร ต้องกินทุกวัน ความหิวจึงเป็นทุกข์ เมื่อหาอาหารมากินจนอิ่ม เท่ากับว่า ได้บำบัดระงับความทุกข์นั่นเอง แต่คนเรามองไม่ออก จึงไปคิดเอาว่า กินเพื่อความสุข แต่ที่จริงความสุขจากการกินนั้น มันอร่อยแค่ถูกลิ้นแป๊ปเดียว พอผ่านลิ้นลงคอไปแล้ว ความอร่อยหรือความสุขก็หมดไป
ทุกสิ่งที่หามาเพื่อตอบสนองใจเรา มันเหมือนกับการกินอาหาร นั่นแหละชีวิต จึงมีแต่ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ ก็ดับไป ที่เรารู้สึกว่ามีความสุขก็เพราะ ความทุกข์มันเบาตัวลง มันได้บำบัดระงับลงไปชั่วขณะหนึ่ง จึงรู้สึกสบายขึ้น จึงหลงกันไปว่า เรามีความสุข ความสุขก็คือ ความรู้สึกขณะหนึ่ง ๆ ที่ความทุกข์มันลดระดับลง จะรู้สึกว่าสบายขึ้น พอสักพัก เมื่อความทุกข์มันก่อตัวเพิ่มมากขึ้น เราก็จะทนต่อสภาพนั้นไม่ไหว ต้องวิ่งหาวัตถุสิ่งของมาบำบัดอีก ผู้มีปัญญาจึงมองเห็นทั้งสุขและทุกข์ ว่ามันไม่น่ายินดี ที่เราจะเข้าไปติดใจมัน เพราะมันเป็นเพียงความรู้สึกที่คิดปรุงแต่ง ไปตามความต้องการของเราเอง มันไม่มีอยู่จริง ๆ อย่างไปติดใจในรสชาติของมันเลย จะนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อน เหน็ดเหนื่อยที่ต้องดิ้นรนแสวงหามาตอบสนองความอยากไม่สิ้นสุด แต่เราต้องดิ้นรนแสวงหามาเท่าที่มีความจำเป็นต้อง กิน อยู่ ใช้ แล้วรู้จักพอดี พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่
ทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยปัญญา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา บางปัญหาถ้าอยู่ในเงื่อนไขของเวลาปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถแก้ไบอะไรได้ เพราะมันต้องใช้เวลา รอคอยโอกาสนั้นมาถึงก่อน เราต้องรอเวลาปล่อยวาง เก็บปัญหานั้นไว้ก่อน หยุดคิดถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ให้หันเหความคิดออกจากปัญหานั้น ไปทำสิ่งอื่นก่อน แล้วจึงกลับมาคิดใหม่ เมื่อจิตเราพร้อมจะทำ ให้จิตเราผ่อนคลายลง การที่เราจะไปจมปลักอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ตก เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง หาความสุขไม่ได้ จงหยุดแล้วหลุดรอดออกจากมันก่อน แล้วค่อยหาทางแก้ไขในโอกาสต่อไปจะดีกว่า จิตใจของเราเปรียบเหมือนลิง ที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง ชอบคิดฟุ้งซ่าน ทำให้เป็นทุกข์ คิดหาเรื่องใส่ตัวแบบเรื่องไม่เป็นเรื่อง คิดเรื่อยเปื่อย น้อยอกน้อยใจ นี่คือ ธรรมชาติจิต ชอบคิดไปในอดีต อนาคต จึงนำมาซึ่งความทุกข์ วุ่นวาย เพราะจิตไม่หยุดนิ่ง ไม่สงบ ขาดการฝึกฝนควบคุม ขอเพียงให้ท่านตั้งสติระลึกรู้อยุ่กับปัจจุบัน สลัดขจัดความคิดที่ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ออกไปจากจิต ด้วยการตั้งสติให้มั่นคง จิตใจจะไม่เหน็ดเหนื่อยล้า มีพลังผลักดันความคิดฟุ้งซ่านออกไป การคิดมากมายหลายเรื่อง ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นบรรลุผลสำเร็จ มีแต่จะทำให้สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก สติ สมาธิ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จิตจะต้องมีอยู่ทุกเวลานาทีอย่าเผลอ จงมีสติรู้เท่าทันกับปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น มั่นคงไม่หวั่นไหว แล้วคิดด้วยความสงบไม่วุ่นวาย คิดแบบเบาสบายไม่เครียด ด้วยปัญญาที่ฉลาด มีเหตุผลที่ถูกต้อง ก็จะสามารถแก้ไขบรรลุความสำเร็จได้ไม่ยาก
จากหนังสือ "ชีวิตเสรี" โดย "พระอาจารย์ ยุทธนา เตชปัญโญ"
pingpong :(