ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งหม้อน้ำได้แก่อะไร ?
ขอถวายพระพร ธรรมดา หม้อน้ำ มีน้ำเต็มแล้วย่อมไม่มีเสียงดังฉันใด พระโยคาวจรเมื่อได้ความรู้ความดีเต็มแล้ว ก็ไม่มีเสียง ไม่มีมานะ ไม่ดูถูกผู้อื่น ไม่ปากกล้า ไม่โอ้อวดฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งหม้อน้ำ
ข้อนีสมกับพระพุทธพจน์ว่า
หม้อที่มีน้ำพร่องย่อมมีเสียงดัง หม้อที่มีน้ำเต็มย่อมเงียบ คนโง่เปรียบเหมือนน้ำครึ้งหม้อ บัณฑิตเปรียบเหมือนน้ำเต็มหม้อ ดังนี้ ขอถวายพระพร
องค์ ๒ แห่งกาลักน้ำ
ขอถวายพระพร องค์ ๒ แห่งกาลักน้ำได้แก่อะไร ?
ขอถวายพระพร ธรรมดา กาลักน้ำ ย่อมดูดน้ำขึ้นมาฉันใด พระโยคาวจรก็ควรดูดใจขึ้นมาไว้ในโยนิมนสิการฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งกาลักน้ำ
ธรรมดากาลักน้ำดูดน้ำขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ปล่อยน้ำลงไปฉันใด พระโยคาวจรเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยความเลื่อมใสนั้นเสีย ควรทำให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่า
คุณแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาเลิศประเสริฐยิ่ง คุณแห่งพระธรรมนั้นพระองค์ทรงสั่งสอนไว้เป็นอันดี และพระอริยะสงฆ์ผู้ทรงคุณ คือปฏิบัติชอบ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง
ครั้นเห็นดังนี้แล้วก็ไม่ควรปล่อยการพิจารณานั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งกาลักน้ำ ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ว่า
ผู้บริสุทธิ์ในความเห็น ผู้แน่ในอริยธรรม ผู้ถึงคุณวิเศษ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยสิ่งใด ย่อมเป็นผู้คงที่ในที่ทั้งปวง ดังนี้ ขอถวายพระพร
องค์ ๓ แห่งร่ม
ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งร่มได้แก่อะไร ?
ขอถวายพระพร ธรรมดา ร่ม ย่อมอยู่บนศีรษะฉันใด พระโยคาวจรก็ควรอยู่บนกิเลสฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งร่ม
ธรรมดาร่มย่อมคุ้มกับศีรษะฉันใด พระโยคาวจรก็ควรคุ้มกันตนด้วยโยสิโสมนการฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งร่ม
ธรรมดาร่มย่อมกำจัด ลม แดด เมฆ ฝนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรกำจัดลัทธิสมณพราหมณ์ภายนอก และควรกำจัดเครื่องร้อน คือไฟ ๓ กอง ควรกำจัดฝนคือกิเลสฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งร่ม
ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า
ร่มใหญ่อันไม่ขาด ไม่ทะลุ แน่นหนา แข็งแรง ย่อมกันลม กันแดด กันฝนห่าใหญ่ฉันใด พระพุทธบุตรผู้กั้นร่มคือศีลผู้บริสุทธิ์ก็กันฝนคือกิเลส กันไฟ ๓ กอง อันทำให้เร่าร้อนได้ฉันนั้น ขอถวายพระพร
องค์ ๓ แห่งนา
ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งนาได้แก่สิ่งใด ?
ขอถวายพระพร ธรรมดา นา ย่อมมีเหมือง ชาวนาย่อมไขน้ำจากเหมืองเข้าไปสู่นาเลี้ยงต้นข้าวฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีเหมือง คือสุจริตด้วยข้อวัตรปฏิบัติฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งนา
ธรรมดานาย่อมมีคันนา ชาวนายย่อมรักษาน้ำให้อยู่เลี้ยงต้นข้าวด้วยคันนาฉันใด พระโยคาวจรก็ควรสมบูรณ์ด้วยคันนาคือศีล ควรรักษาความเป็นสมณะไว้ด้วยคันนาคือศีล จึกจักได้สามัญผล ๔ ฉันนั้น อันนี้เป้นองค์ที่ ๒ แห่งนา
ธรรมดาซึ่งเป็นนาดี ย่อมทำให้เกิดความดีใจแก่เจ้าของ ถึงหว่านข้าวลงไปน้อยก็ได้ผลมาก ยิ่งหว่านลงไปมากก็ยิ่งได้ผลมากฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นนาดี ควรเป็นผู้ให้ผลมาก ให้เกิดความดีใจแก่พวกทายกถึงเขาจะถวายทานน้อยก็ให้ผลมาก อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งนา
สมกับคำของ พระอุบาลีเถระ ผู้เป็นวินัยธรว่า
พระภิกษุควรเป็นผู้เปรียบด้วยนา ควรให้ผลอันไพบูลย์เหมือนกับนาดี ผู้ใดให้ผลอันไพบูลย์เหมือนกับนาดี ผู้ใดให้ผลอันไพบูลย์ได้ ผู้นั้นชื่อว่านาประเสริฐ ดังนี้ขอถวายพระพร
องค์ ๒ แห่งยาดับพิษ
ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งยาดับพิษได้แก่อะไร ?
ขอถวายพระพร ตัวหนอนต่าง ๆ ย่อมไม้อยู่ในยาดับพิษฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรให้กิเลสตั้งอยู่ในใจฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งยาดับพิษ
ธรรมดายาดับพิษย่อมกำจัดพิษทั้งปวงอันเกิดจากถูกกัด หรือถูกต้อง หรือพบเห็น หรือกินดื่ม เคี้ยว ลิ้มเลีย ฉันใด พระโยคาวจรก็กำจัดพิษ คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งยาดับพิษ
ข้อนี้สมกับพระพุทธภาษิตว่า
พระโยคีผู้ใคร่จะเห็นความเป็นจริงแห่งสังขารทั้งหลาย ควรเป็นเหมือนยาดับพิษอันทำให้กิเลสพินาศ ดังนี้ ขอถวายพระพร
องค์ ๓ แห่งโภชนะ
ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งโภชนะได้แก่สิ่งใด ?
ขอถวายพระ ธรรมดา โภชนะ ย่อมเลี้ยงชีวิตสัตว์ทั้งปวงไว้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรอุปถัมภ์สัตว์ทั้งปวงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งโภชนะ
ธรรมดาโภชนะ ย่อมให้เจริญกำลังแก่สัตว์ทั้งหลายฉันใด พระโยคาวจรก็ควรให้เจริญบุญ แก่บุคคลทั้งหลายฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งโภชนะ
ธรรมดาโภชนะ ย่อมเป็นที่ต้องการแห่งสัตว์ทั้งปวงฉันใด พระโยคาวจรก็ควรให้เป็นที่ต้องการแห่งโลกฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งโภชนะ
ข้อนี้สมกับคำของ พระโมฆราชเถระ ว่า
พระโยคาวจรแน่ใจในความเป็นสมณะของตน ด้วยศีลและข้อปฏิบัติ ควรให้เป็นที่ปรารถนาของโลกทั้งปวง ดังนี้
องค์ ๔
แห่งนายขมังธนู
ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๔ แห่งนายขมังธนูได้แก่อะไร ?
ขอถวายพระพร ธรรมดา นายขมัง ธนู เมื่อจะยิงธนู ย่อมเหยียบพื้นด้วยเท้าทั้งสองให้มั่น ทำเข่าไม่ให้ไหว ยกธนูขึ้นเพียงหูทำกายให้ตรง วางมือทั้งสองลงที่คันธนูจับคันธนูให้แน่น ทำนิ้วให้ชิดกัน เอี้ยวคอหลิ่วตา เม้มปาก ทำเครื่องหมายให้ตรงแล้วเกิดดีใจว่า เราจักยิงไปในบัดนี้ฉันใด
พระโยคาวจรก็ควรเหยียบพื้นดินคือศีลด้วยเท้าคือวิริยะให้มั่น ทำขันติโสรัจจะไม่ไหว ตั้งจิตไว้ในความสำรวม น้อมตนเข้าไปในความสำรวม บีบกิเลสตัณหาให้แน่น กระทำจิตไม่ให้มีช่องว่างด้วยโยนิโสมนสิการ ประคองความเพียรไว้ ปิดทวารทั้ง ๖ เสีย ตั้งสติเข้าไว้ทำให้เกิดความร่าเริงว่า เราจักยังกิเลสทั้งปวงด้วยลูกศร คือญาณฉันนั้น อีนนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งนายขมังธนู
ธรรมดานายขมังธนู ย่อมรักษาไม้ง่ามไว้เพื่อดัดลูกธนูที่คดที่งอให้ตรงฉันใด พระโยคาวจรก็ควรรักษาไม้ง่าม คือสติปัฏฐานไว้ในกายนี้ เพื่อทำจิตที่คดงอให้ตรงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งนายขมังธนู
ธรรมดานายขมังธนู ย่อมเพ่งที่หมายไว้ให้แน่ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเพ่งกายนี้ฉันนั้น ควรเพ่งอย่างไร....
ควรเพ่งว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เป็นของทำให้ลำบาก เป็นของแปรปรวน เป็นของแตกหัก เป็นของจัญไร เป็นของอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว
เป็นของผุพัง เป็นของไม่ยั่งยืน ไม่มีที่หลบลี้ ที่ต้านทาน ที่พึ่ง ที่อาศัย เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของมีโทษ เป็นของมีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ไม่มีแก่น เป็นรากเหง้าแห่งภัย เป็นผู้ฆ่าเป็นของมีอาสวะเครื่องดอง เป็นของน่าสงสัย เป็นของมีเหตุปัจจัยตกแต่ง เป็นเหยื่อแห่งมารมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้ารำพันคับแค้น เป็นธรรมดา ดังนี้ อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งนายขมังธนู
ธรรมดานายขมังธนู ย่อมหัดยิงธนูทั้งเย็นทั้งเช้าฉันใด พระโยคาวจรก็ควรฝึกหัดทั้งเช้าฉันใด พระโยคาวจร ก็ควรฝึกหัดในอารมณ์ ทั้งเย็นทั้งเช้าฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่ง นายขมังธนู
ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า
นายขมังธนูย่อมหัดยิงทั้งเย็นทั้งเช้าไม่ทิ้งการฝึกหัด จึงได้ค่าจ้างรางวัลฉันใด
ฝ่ายพระพุทธบุตรก็พิจารณากายไม่ทิ้งการพิจารณากาย แล้วได้ความเป็นพระอรหันต์ฉันนั้น
ดังนี้ ขอถวายพระพร
จบกุมภวรรคที่ ๗