กุญชร
วรรคที่ ๔
องค์ ๑ แห่งปลวก

                 “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งปลวกได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา ปลวก ย่อมทำหลังคาปิดตัวเองแล้วอาศัยอยู่ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำหลังคา คือศีลสังวรปิดใจของตนอยู่ฉันนั้น เพราะเมื่อปิดใจของตนด้วยศีลสังวรแล้ว ย่อมล่วงพ้นภัยทั้งปวงได้ อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งปลวก

   ข้อนี้สมกับคำของ พระอุปเสนเถระ ว่า

    “พระโยคีกระทำเครื่องมุ่งใจ คือศีลสังวรแล้ว ไม่ติดอยู่ในอะไร ย่อมพ้นจากภัยได้” ดังนี้ ขอถวายพระพร

องค์ ๒
แห่งแมว

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งแมวได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา แมว เวลาไปที่ถ้ำหรือที่ซอก ที่รู ที่โพรง ที่ระหว่างถ้ำก็ดีก็แสวงหาแต่หนูฉันใด

   พระโยคาวจรผู้ไปอยู่ที่บ้าน ที่ป่า หรือที่โคนต้นไม้ ที่แจ้ง ที่ว่างบ้านเรือน ก็ไม่ควรประมาท ควรแสวงหาโภชนะ คือ กายคตาสติฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งแมว

   ธรรมดาแมว ย่อมเสวงหาอาหารในที่ใกล้ ๆ ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรพิจรณาขันธ์ ๕ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีความตั้งขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา

   ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ว่า

    “ไม่ต้องกล่าวไปให้ไกลแต่นี้นัก ภวัคคพรหม (พรหมชั้นสูงสุด) จักทำอะไรได้ควรเบื่อหน่ายเฉพาะในกายของตน อันมีอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๑
แห่งหนู

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งหนูได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา หนู ย่อมเที่ยวหาอาหารไปข้างนี้ฉันใด พระโยคาวจรเมื่อเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ก็ควรแสวงหาโยนิมาสิการฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งหนู

   ข้อนี้สมกับคำของ พระอุปเสนเถระ ว่า

    “ผู้แสวงหาธรรมต่าง ๆ ผู้เห็นธรรมต่าง ๆ ผู้ไม่ย่อท้อ ผู้สงบ ย่อมมีสติอยู่ทุกเมื่อ” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๑
แห่งแมงป่อง

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งแมงป่องได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา แมงป่อง ย่อมมีหางเป็นอาวุธ ย่อมชูหางของตนเที่ยวไปฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีญาณเป็นอาวุธ ควรชูญาณฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งแมงป่อง

   ข้อนี้สมกับคำของ พระอุปเสนเถระ ว่า

    “ภิกษุผู้ถือเอาพระขรรค์ คือญาณผู้เห็นธรรมด้วยอาการต่าง ๆ ย่อมพ้นจากภัยทั้งปวง ภิกษุนั้นย่อมอดทนสิ่งที่ทนได้ยากในโลก” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๑
แห่งพังพอน

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งพังพอนได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา พังพอน เมื่อจะไปสู้กับงู ย่อมมอมตัวด้วยยาเสียก่อนจึงเข้าไปใกล้งู เพื่อจะสู้กับงูฉันใด พระโยคาวจรเมื่อจะเข้าใกล้โลก อันมากไปด้วยความบาดหมาง ความทะเลาะวิวาท ก็ทาอวัยวะด้วยยา คือเมตตาเสียก่อน จึงจะให้โลกทั้งปวงดับความเร่าร้อนใด้ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งพังพอน

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “พระภิกษุควรมีเมตตาแก่ตนและผู้อื่นควรแผ่จิตเมตตาไป อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๒
แห่งสุนัขจิ้งจอก

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งสุนัขจิ้งจอกได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา สุนัขจิ้งจอก ได้โภชนะแล้วย่อมไม้เกลียดชัง ย่อมกินพอความประสงค์ฉันใด พระโยคาวจรได้โภชนะแล้ว ก็ไม่ควรเกลียดชัง ไม่ว่าชนิดไหน ควรฉันพอให้ร่างกายเป็นไปได้ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งสุนัขจิ้งจอก

   ข้อนี้สมกับคำของ พระมหากัสสปเถระ ว่า

    “เวลาเราออกจากเสนาสนะเข้าไปบิณฑบาตถึงบุรุษโรคเรื้อนที่กำลังกินข้าวอยู่ กำเอาคำข้าวด้วยมือเป็นโรคเรื้อนมาใส่บาตรให้เรา เราก็นำไปฉัน ไม่เกลียดชังอย่างไร” ดังนี้

   ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกได้โภชนะแล้ว ย่อมไม่เลือกว่าเลวดีอย่างไรดีฉันใด พระโยคาวจรได้โภชนะแล้ว ก็ไม่เลือกว่าเลวดี ยินดีตามที่ได้ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งสุนัขจิ้งจอก

   ข้อนี้สมกับคำของ พระอุปเสนเถระ ว่า

    “บุคคลควรยินดีแม้ด้วยของเลว ไม่ควรปราาถนาอย่างอื่น ใจของผู้ข้องอยู่ในรสทั้งหลาย ย่อมไม่ยินดีในฌาน ความสันโดษ ตามมีตามได้ ย่อมทำให้เป็นสมณะบริบูรณ์” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๓
แห่งเนื้อในป่า

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ที่ ๓ แห่งเนื้อในป่าได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา เนื้อในป่า ย่อมเที่ยวไปในป่า ในเวลากลางคืน ในที่แจ้งฉันใด พระโยคาวจรก็ควรอยู่ในป่าในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนควรอยู่ในที่แจ้งอันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งเนื้อในป่า

   ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ว่า

    “ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมอยู่ในที่แจ้งเวลากลางคืนหน้าหนาว ส่วนกลางวันอยู่ในป่าสำหรับเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน เวลากลางวันเราอยู่ในที่แจ้ง เวลากลางคืนเราอยู่ในป่า”

   ธรรมดาเนื้อในป่า ย่อมรู้จักหลบหลีกลูกศรฉันใด พระโยคาวจรก็ควรรู้จักหลบหลีกกิเลสฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งเนื้อในป่า

   ธรรมดาเนื้อในป่า ได้เห็นมนุษย์แล้วย่อมวิ่งหนี ด้วยคิดว่าอย่าให้มนุษย์ได้เห็นเราฉันใด พระโยคาวจรได้เห็นพวกทุศีล พวกเกียจคร้าน พวกยินดีในหมู่คณะ ก็ควรหนีไปด้วยคิดว่าอย่าให้พวกนี้ได้เห็นเรา อย่าให้เราได้เห็นพวกนี้อันนั้นเป็นองค์ที่ ๓ แห่งเนื้อในป่า

   ข้อนี้สมกับคำอัน พระสารีบุตรเถระ กล่าวไว้ว่า

    “เรานึกว่าคนมีความต้องการในทางลามกคนเกียจคร้าน คนท้อถอย คนสดับน้อย คนประพฤติไม่ดี คนไม่สงบ อย่าได้พบเห็นเราเลย” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๔
แห่ง โค

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๔ แห่งโคได้แก่อะไร ?”

   ขอถวายพระพร ธรรมดา โค ย่อมไม่ทิ้งคอกของตนฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรทิ้งโอกาสของตนฉันนั้น คือไม่ทิ้งซึ่งการนึกว่า กายนี้มีการขัดสีอบรมอยู่เป็นนิจ มีการแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งโค

   ธรรมดาโคย่อมถือเอาแอก ย่อมนำแอกไปด้วยความสุขและความทุกข์ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรประพฤติพรหมจารย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต ด้วยการสู้สุขสู้ทุกข์ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งโค

   ธรรมดาโคย่อมเต็มใจดื่มน้ำฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเต็มใจฟังคำสั่งสอนของพระอุปชฌาย์ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งโค

   ธรรมดาโคเมื่อเจ้าของฝึกหัดให้ทำอย่างไรย่อมทำตามทุกอย่างฉันใด พระโยคาวจรก็ควรยินดีรับคำสอนของภิกษุด้วยกัน หรือของอุบาสกชาวบ้านฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งโค

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “ถึงผู้บวชในวันนั้นมีอายุเพียง ๗ ขวบสอนเราก็ตาม เราก็ยินดีรับคำสอน เราได้เห็นผู้นั้น ก็ปลูกความพอใจ ความรักอย่างแรงกล้า ยินดีนอบน้อมว่าเป็นอาจารย์แล้วแสดงความเคารพเนือง ๆ” ดังนี้

องค์ ๒
แห่งสุกร

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งสุกรได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา สุกร ย่อมชอบนอนแช่น้ำในฤดูร้อนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรอบรมเมตตาภาวนาอันเย็นดี ในเวลาจิตเร่าร้อนตื่นเต้นฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งสุกร

   ธรรมดาสุกรย่อมขุดดินด้วยจมูกของตนทำให้เป็นรางน้ำในที่มีน้ำ แล้วนอนแช่อยู่ในรางฉันใด พระโยคาวจรก็ควรพิจารณากายไว้แล้วฝังอารมณ์ให้นอนอยู่ภายในใจฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งสุกร ข้อนี้สมกับคำของ พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ว่า

   “ภิกษุผู้เล็งเห็นสภาพแห่งกายแล้ว ควรหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว แล้วนอนอยู่ในภายในอารมณ์” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๕
แห่งช้าง

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งช้างได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ช้าง เมื่อเที่ยวไป ย่อมเอาเท้ากระชุ่นดินฉันใด พระโยคาวจรผู้พิจารณากาย ก็ควรทำลายกิเลสทั้งปวงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งช้าง

   ธรรมดาช้าง ย่อมแลไปตรง ๆ ไม่แลดูทิศโน้นทิศนี้ฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรเหลียวดูทิศโน้นทิศนี้ ไม่ควรแหงนดูก้มดู ควรดูเพียงชั่วระยะแอกฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งช้าง

   ธรรมดาช้าง ย่อมไม่นอนประจำอยู่ในที่แห่งเดียว เที่ยวหากินในที่ใด ไม่พักนอนในที่นั้นฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรนอนประจำคือไม่ควรห่วงใยในที่เที่ยวบิณฑบาต ถ้าได้เห็นที่ชอบใจ คือปะรำ หรือโคนต้นไม้ หรือถ้ำหรือเงื้อมเขา ก็ควรเข้าพักอยู่ในที่นั้น แล้วไม่ควรห่วงใยในที่นั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งช้าง

   ธรรมดาช้าง เวลาลงน้ำย่อมเล่นน้ำตามสบายฉันใด พระโยคาวจรเวลาลงสู่สระโบกขรณี คือมหาสติปัฏญาน อันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำอันประเสริญ คือพระธรรมอันเย็นใสอันดาษไปด้วยดอกไม้ คือวิมุตติ ก็ควรเล่นอยู่ด้วยการพิจารณาสังขาร อันเป็นองค์ที่ ๔ แห่งช้าง

   ธรรมดาช้าง ย่อมมีสติทุกเวลายกเท้า ขึ้นวางเท้าลงฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีสติสัมปชัญญะทุกเวลายกเท้าขึ้นวางเท้าลงทุกเวลาเดินไปมา คู้เหยียด แลเหลียว ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งช้าง

   ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ในคัมภีร์ สังยุตตนิกาย ว่า

    “การสำรวมกาย วาจา ใจ เป็นของดีการระวังในสิ่งทั้งปวงเป็นของดี ผู้ระวังในสิ่งทั้งปวง ผู้มีความละอาย เรียกว่า ผู้รักษากาย วาจา ใจ ดีแล้ว” ดังนี้ ขอถวายพระพร

จบกุญชรวรรค์ที่ ๔