ตอนที่ ๓๕
องค์ ๕ แห่งอากาศ

                 “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งอากาศได้แก่สิ่งใด ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา อากาศ ไม่มีใครจับถือฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งอากาศ

    ธรรมดาอากาศ ย่อมเป็นที่เที่ยวไปแห่ง ฤาษี ดาบส ภูต สัตว์มีปีก ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรให้ใจสัญจรไปในสังขารทั้งหลายว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งอากาศ

    ธรรมดาอากาศ ย่อมเป็นที่เกิดแห่งความสะดุ้งกลัวฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำใจสะดุ้งกลัวต่อการเกิดในภพทั้งปวงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งอากาศ

    ธรรมดาอากาศ ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีที่ประมาณฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นผู้มีลีลาจารวัตร ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีปริมาณฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งอากาศ

    ธรรมดาอากาศ ย่อมไม่ติดไม่ข้องไม่ตั้งไม่พัวพันอยู่ในสิ่งใดฉันใด พระโยาคาวจรก็ไม่ข้อง ไม่ควร ไม่ควรติด ไม่ควรตั้งอยู่ ไม่ควรผูกพันอยู่ในตระกูล หมู่คณะ ลาภ อาวาส เครื่องกังวล ปัจจัย และกิเลสทั้งปวงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งอากาศ

    ข้อนี้สมกับที่ทรงสั่งสอน พระราหุล ไว้ว่า

    “ดูก่อนราหุล อากาศย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใดฉันนั้น เธอจงอบรมจิตใจให้เสมอกับอากาศฉันนั้น เพราะเมื่อเธออบรมจิตใจให้เสมอกับอากาศใด้แล้ว อารมณ์ที่มากระทบอันเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ย่อมไม่ครอบงำจิตใจได้” ดังนี้ ขอถวายพรพร”

องค์ที่ ๕
แห่งดวงจันทร์

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งดวงจนัทร์ได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา ดวงจันทร์ ย่อมขึ้นในเวลาข้างขึ้น แล้วเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นฉันใด พระโยคาวจรก็ควรให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นในอาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติ อาคม (พระปริยัติธรรม) อธิคม (มรรคผล) ความสงัดความสำรวมอินทรีย์ ความรู้จักประมาณใจโภชนะ ความเพียรฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งพระจันทร์

    ธรรมดาพระจันทร์ ย่อมเป็นอธิบดียิ่งอย่างหนึ่งฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีฉันทาธิบดีอันยิ่งฉันนั้นอันนี้จัดเป็นองค์ที่ ๒ แห่งพระจันทร์

    ธรรมดาพระจันทร์ ย่อมเที่ยวไปในกลางคืนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเที่ยวไปด้วยวิเวกฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งพระจันทร์

    ธรรมดาพระจันทร์ ย่อมมีวิมานเป็นธงชัยฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีศีลเป็นธงชัยฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งพระจันทร์ vธรรมดาพระจันทร์ ย่อมมีผู้อยากให้ตั้งขึ้นมาฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเข้าไปสู่ตระกูล ด้วยมีผู้นิมนต์ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งพระจันทร์ ข้อนี้สมกับประพันธ์พุทธภาษิตใน สังยุตตนิกาย ว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าไปสู่ตระกูล ด้วยอาการเหมือนดวงจันทร์อย่าทำกายใจให้คดงอในตระกูล อย่าคะนองกายใจในตระกูล” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ที่ ๗
แห่งดวงอาทิตย์

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๗ แห่งดวงอาทิตย์ได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา ดวงอาทิตย์ ย่อมทำพืชทั้งปวงให้เหี่ยวฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำกิเลสทั้งปวงให้แห้งฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมกำจัดมืดฉันใด พระโยคาวจรก็ควรกำจัดความมืดทั้งปวง คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมเที่ยวไปเนือง ๆ ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรกระทำโยนิโสมนสิการเนือง ๆ ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมมีรัศมีเป็นมาลา (ระเบียบ) ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรมีรัศมีคืออารมณ์เป็นมาลาฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมทำให้หมู่มหาชนร้อนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำให้โลกนี้กับทั้งเทวโลกร้อนด้วยอาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธบาท อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมกลัวภัย คือราหูฉันใด พระโยคาวจรได้เห็นบุคคลทั้งหลายที่รกรุงรังไปด้วยทุจริต และทุคติ สวมด้วยเครื่องขนานคือทิฏฐิ เดินไปผิดทาง ก็ควรทำให้ใจสลดด้วยความกลัวสังเวช อันนี้เป็นองค์ที่ ๖ แห่งดวงอาทิตย์

    ธรรมดาดวงอาทิตย์ ย่อมทำให้เห็นของดีของเลวฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำตนให้เห็นโลกิยธรรม โลกุตตรธรรม ด้วยอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฏฐาน สัมปปธราน อิทธิบาทฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๗ แห่งดวงอาทิตย์

    ข้อนี้สมกับคำของ พระวังคีสเถระ ว่า

    “เมื่อดวงอาทิตย์ตั้งขึ้น ย่อมทำให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งสะอาดไม่สะอาด ดีเลว ฉันใด พระภิกษุผู้ทรงธรรม ก็ทำให้หมู่ชนอันถูกอวิชชาปกปิดไว้ ให้ได้เห็นทางธรรมต่าง ๆ เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ตั้งขึ้นมาฉันนั้น”

องค์ที่ ๒
แห่งท้าวสักกะ

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งท้าวสักกะได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา ท้าวสักกะ ย่อมเพี่ยบพร้อมด้วยสุขอย่างเดียวฉันใด พระโยคาวจรก็ควรยินดีในสุข อันเกิดจากวิเวกอย่างเยี่ยมฝ่ายเดียวกันฉันนั้น อันนี้เป็นองค์แห่งองค์ที่ ๑ แห่งท้าวสักกะ

    ธรรมดาท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพทั้งหลาย ได้เห็นเทพยเจ้าทั้งหลายแล้วก็ทำให้เกิดความร่าเริงฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเกิดความร่าเริงไม่หดหู่ ไม่เกียจคร้านในกุศลธรรมทั้งหลายฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งท้าวสักกะ

    ธรรมดาท้าวสักกะ ย่อมไม่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่เกิดความรำคาญฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรให้เกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งที่สงัดฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งท้าวสักกะ

    ข้อนี้สมกับคำของ พระสุภูติเถระ ว่า

    “ข้าแต่มหาวีระเจ้า นับแต่ข้าพระองค์ได้บรรพชาในศาสนาของพระองค์ ย่อมไม่รูสึกว่า มีสัญญาสักอย่างเดียว อันเกี่ยวกับกามมารมณ์เกิดแก่ข้าพระองค์เลย” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ที่ ๔
แห่งพระเจ้าจักรพรรดิ

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๔ แห่งพระเจ้าจักรพรรดิได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา พระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมทรงสงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรสงเคราะห์ ควรประคอง ควรอนุเคราะห์ ควรทำให้ร่าเริงแก่บริษัท ๔ ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งพระเจ้าจักรพรรดิ

    ธรรมดาในแว่นแคว้นพระเจ้าจักรพรรดิย่อมไม่มีโจรผู้ร้ายฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรให้มีโจรผู้ยร้าย คือกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ฉันนั้น ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ว่า

    “ผู้ใดยินดีในการระงับวิตก อบรมอสุภะ มีสติมุกเมื่อ ผู้นั้นจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้จะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้” ดังนี้

    ธรรมดาพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมเสด็จเลียบโลก เพื่อทรงพิจาณาดูคนดีคนเลวทุกวันฉันใด พระโยคาวจรก็ควรพิจารณากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทุกวันแล้วทำให้บริสุทธิ์ ด้วยคิดว่า

    วันคืนของเราผู้ไม่ข้องอยู้ด้วยฐานะทั้ง ๓ นี้ ได้ล่วงเลยไปแล้วอย่างไร อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าจักรพรรดิ

    ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ในคัมภีร์ อังคุตตรนิกาย ว่า

    “บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่” ดังนี้

    ธรรมดาพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมทรงจัดการรักษาให้ดี ทั้งภายในภายนอกฉันใด พระโยคาวจรก็ควรตั้งนายประตู คือสติให้รักษากิเลสทั้งภายในภายนอกฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งพระเจ้าจักรพรรดิ

    ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีนายประตู คือสติ ย่อมละอกุศล อบรมกุศล ละสิ่งที่มีโทษ อบรมสิ่งที่ไม่มีโทษ รักษาตนให้บริสุทธิ์” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

จบจักกวัตติวรรคที่ ๓