ตอนที่ ๓๔
โฆรส จบตอน
อุปมาองค์ ๑ แห่งกระแต

                 “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งกระแตได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา กระแต เมื่อพบศัตรูย่อมพองหางขึ้นให้ใหญ่ต่อสู้กับศัตรูฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น เมื่อเกิดศัตรูคือกิเลสขึ้น ก็พองหางคือ สติปัฏฐาน ให้ใหญ่ขึ้นกั้นกางกิเลสทั้งปวงด้วยหาง คือสติปัฏฐานอันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งกระแต

   ข้อมนี้สมกับคำของ พระจูฬปันถก ว่า

    “เมื่อกิเลสอันจะกำจัดคุณสมณะปรากฏขึ้นในเวลาใด เวลานั้นพระโยคาวจรก็พองหาง คือสติปัฏฐานขึ้นบ่อย ๆ ฉันนั้น”

องค์ ๑ แห่งแม่เสือเหลือง

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งแม่เสือเหลืองนั้นคืออะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา แม่เสือเหลือง พอมีท้องแล้ว ก็ไม่เข้าใกล้ตัวผู้อีกฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น พระโยคาวจรได้เป็นปฏิสนธิ คือความเกิด ความอยู่ในครรภ์ ความจุติ ความแตก ความสิ้น ความวินาศ ทุกขภัยในสงสารแล้ว ก็ควรกระทำโยนิโสมนสิการด้วยคิดว่า เราจักไม่เกิดในภพทั้งหลายอีก อันนี้เป็นองค์องค์ ๑ แห่งแม่เสือเหลือง ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ ธนิยโคปาลสูตร ว่า ”ธรรมดาโคผู้สลัดเครื่องผูกไว้ ทำลายเถาวัลย์ให้ขาดแล้ว ย่อมไม่กลับไปสู่เครื่องผูกอีกฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นฉันนั้น คือคิดว่า เราจักไม่ยอมเกิดอีก” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๒ แห่งเสือเหลือง

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งเสือเหลืองนั้นได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดาว่า เสือเหลือง ย่อมไปแอบซุ้มอยู่ตามกอหญ้า พุ้มไม้ ซอกเขาในป่าแล้วก็จับเนื้อฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือพระโยคาวจรย่อมไปหาที่อยู่ในที่สงัด อันได้แก่ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ่ำ ป่าช้า ป่าใหญ่ ที่แจ้ง ลอมฟาง เมื่อได้ที่สงัดอย่างนั้นก็ได้สำเร็จอภิญญา ๕ ในไม่ช้า อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งเสือเหลือง

   ข้อนี้สมกับคำของ พระเถระผู้ทำสังคายนาทั้งหลาย ว่า

    “เสือเหลืองแอบซุ่มจับเนื้อฉันใด พระพุทธบุตรผู้ประกอบความเพียร ผู้เจริญวิปัสสนา ก็เข้าไปอยู่ป่าแล้วถือเอาผลซึ่งผลอันสูงสุดฉะนั้น”

   ธรรมดาเสือเหลืองย่อมไม่กินเนื้อที่ล้มลงข้างซ้ายฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือพระโยคาวจรย่อมไม่ฉันอาหารที่ได้ด้วยความผิดธรรมวินัย คือได้ด้วยการลวงโลก การประจบการพูดเลียบเคียง การพูดเหยียดผู้อื่น การแลกลาภด้วยลาภ หรือด้วยการให้ไม้แก่น ให้ใบไม้ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้ดินเหนียว

   ให้ผงผัดหน้า ให้เครื่องถูตัว ให้ไม้สีฟัน ให้น้ำล้างหน้า ให้ข้าวต้ม ให้แกงถั่ว ให้ของแลกเปลียนแก่ชาวบ้าน หรือรับใช้ชาวบ้านหรือเป็นหมอ เป็นฑูต เป็นผู้รับส่งข่าว หรือให้อาหาร หรือวัตถุวิชา เขตตวิชา อัควิชา อย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนกับเสือเหลืองไม่กินเนื้อที่ล้มลงข้างซ้าย อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งเสือเหลือง

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “พระภิกษุคิดว่า ถ้าเราฉันอาหารที่เกิดจากการขอด้วยวาจา เราก็จะมีโทษ มีผู้ติเตียน ถึงไส้ของเราจะทะลักออกมาภายนอกก็ตามเราก็จักไม่ทำลายอาชีวปาริสุทธิศีล (เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ) เป็นอันขาด”

   คำนี้ พระอุปเสนวังคันตบุตร ก็ได้กล่าวไว้ว่า

    “ถึงไส้ใหญ่ของเราจะทะลักออกมาข้างนอกก็ตาม เราก็จะไม่เสียอาชีวปาริสุทธิศีล ไม่ประพฤติอเนสนกรรม ทำลายอาชีวะนั้นเป็นอันขาด” ขอถวายพระพร”

องค์ ๕ แห่งเต่า

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งเต่าได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา เต่า ย่อมอยู่ในน้ำฉันใด พระโยคาวจรก็ด้วยเมตตาฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งเต่า

   ธรรมดาเต่าเมื่อโผล่ขึ้นจากน้ำ ย่อมชูศีรษะแลดูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วจึงจมไปให้ลึกด้วยคิดว่า อย่าให้มีผู้อื่นเห็นเราฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือเมื่อกิเลสเกิดขึ้น ก็ดำลงไปในสระน้ำคืออารมณ์ให้ลึก ด้วยคิดว่าอย่าให้กิเลสเห็นเราอีก อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งเต่า

   ธรรมดาเต่าย่อมขึ้นจากน้ำมาผิงแดดฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือพระโยคาวจรเลิกจากการนั่ง การยืน การนอน การเดินแล้วก็ทำให้ใจร้อนในสัมมัปปธาน (ความเพียรที่ตั้งไว้ถูกต้อง) อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งเต่า

   ธรรมดาเต่าย่อมขุดดินลงไปอยู่ในที่เงียบฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือพระโยคาวจรทิ่งลาภ สักการะ สรรเสริญ แล้วก็เข้าป่าหาที่อยู่สงัด อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งเต่าข้อนี้สมกับคำของ พระอุปเสนวังคันตบุตร ว่า

   “พระภิกษุควรอยู่ในเสนาสนะที่สงัด ที่ไม่มีเสียงอึกทึก มีแต่หมู่สัตว์ร้าย เพื่อเห็นแก่ความสงัด” ดังนี้

   ธรรมดาเต่าเมื่อเที่ยวไป ถ้าได้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็หดตีนหดหัวเข้าไปอยู่ในกระดองนิ่งอยู่เพื่อ รักษาตัวฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือเมื่อารมณ์อันน่ารักใคร่ภายนอกมาปรากฏ พระโยคาวจรปิดประตูระวังสำรวมใจไว้ข้างใน มีสติสัมปชัญญะรักษาสมณธรรมอยู่ อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งเต่า

   ข้อนี้สมกับคำของพระพุทธเจ้าว่า

    “เต่าย่อมซ่อนอวัยวะทั้ง ๕ ไว้ในกระดองของตนฉันใด พระภิกษุก็ควรตั้งใจมิให้อยู่ในวิตก ไม่อิงอาศัยอะไร ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ติเตียนใครฉันนั้น” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ที่ ๑ แห่งไม้ไผ่

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งไม้ไผ่ได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ไม้ไผ่ ย่อมอ่อนไปตามลม ไม่ขัดขืนฉันใด พระโยาคาวจรก็กระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า กระทำแต่สิ่งที่สมมควร ไม่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยฉันนั้น

   ข้อนี้สมกับคำของ พระราหุลเถระ ว่า

    “ควรกระทำตามซึ่งคำในพระพุทธวจนะอันมีองค์ ๘ ประการทุกเมื่อ ควรทำแต่สิ่งที่สมควร สิ่งไม่มีโทษ ควรพยายามให้ยิ่งขึ้นไป” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ที่ ๑ แห่งแล่งธนู

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งแล่งธนูได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา แล่งธนู คือรางหน้าไม้ที่ช่างทำดีแล้ว ย่อมตรงตลอดต้นตลอดปลายฉันใด พระโยคาวจรก็ควรตรงต่อเพื่อพรหมจรรยฺฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งแล่งธนู ข้อนี้สมกับคำของพระพุทธองค์ใน วิธุรปุณณกชาดก ว่า

    “ธีรชนควรเป็นเหมือนแล่งธนู ควรอ่อนตามลมเหมือนลมไม้ไผ่ ไม่ควรทำตนเป็นข้าศึกจึงจักอยู่ในพระราชสำนักได้” ขอถวายพรพร”

องค์ ๒ แห่งกา

   “ช้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งกาได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา กา ย่อมระแวงสงสัยอยู่เสมอ ย่อมขวนขวายอยู่เสมอฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น คือพระโยคาวจรมีความระมัดระวังอยู่เสมอสำรวมอินทรีย์อยู่เสมอ อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งกา

   ธรรมดากาเห็นอาหารสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือซากสัตว์หรือของเดน แล้วก็ป่าวร้างพวกญาติมากินฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นฉันนั้น คือเมื่อได้ลาภโดยชอบธรรมแล้ว ควรแจกแบ่งให้เพื่อนพรหมจรรย์ อันนี้เป็นองค์ ๒ แห่งกา

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “ถ้ามีผู้น้อมนำโภชนาหารให้แก่เรา เราก็แจกแบ่งเสียก่อนแล้วจึงฉัน” ขอถวายพระพร”

องค์ ๒ แห่งวานร

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งวานรได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา วานร เมื่อหาที่อยู่ ก็ไปหาที่อยู่อันป้องกันภัยได้ คือต้นไม้ใหญ่ ที่มีกิ่งดกหนาเงียบสงัดฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นฉันนั้น คือพระโยคาวจรควรหาที่อยู่กับกัลยาณมิตร ผู้มีศีลธรรมดีงามผู้มีความรู้มาก ผู้รู้จักสั่งสอน อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งวานร

   ธรรมดาวานรย่อมเที่ยวไปตามต้นไม้ยืนบนต้นไม้ นั่งบนต้นไม้ นอนบนต้นไม้ อยู่บนต้นไม้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นฉันนั้น คือควรยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ในป่า ควรอบรมสติปัฏฐานอยู่ในป่า อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งวานร

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

   “ภิกษุผู้ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ในป่าย่อมดูงาม เพราะป่าเป็นของที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

จบโฆรสวรรคที่ ๑