พระนางประภาวดี
ทรงขอขมาโทษ
ครั้นพระเจ้ามัทราชได้ทรงสดับดังนี้แล้วจึงเสด็จกลับมาสู่ปราสาท ตรัสสั่งพระประภาวดีให้ไปขอขมาโทษต่อพระเจ้ากุสราช พระนางได้ทรงสดับพระราชโองการก็ไม่รู้จะทำประการใด จึงพร้อมด้วยพระราชกุมารีผู้เป็นน้อง ๆ กับเหล่าสนมนารี ไปเฝ้าพระโพธิสัตว์โดยความจำเป็น
ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์กำลังทำงานหน้าที่พ่อครัวอยู่ เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระนางประภาวดีเสด็จมา จึงทรงพระดำริว่า วันนี้เราจักทำลายทิฏฐิมานะของพระนางให้หมอบลงติดกับโคลนข้างเท้าของเรานี้ให้ได้
ทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงทรงเทน้ำมันที่พระองค์ตักมาทิ้งลงไปในดิน แล้วเหยียบให้เป็นโคลนกว้างเท่าลานนวดข้าว พอพระนางเสด็จมาถึง จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ แล้วทูลขอโทษว่า
ข้าแต่ใต้ฝ่าพระบาท หม่อมฉันขอน้อมเกล้าลงถวายบังคมพระบาทของพระองค์ทั้งคู่ โทษที่หม่อมฉันได้เกลียดชังพระองค์ตลอดกาลนานแล้วนี้ ขอพระองค์ได้ทรงอดโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด
นับแต่วันนี้ไปหม่อมฉันจะไม่เกลียดชังพระองค์อีกแล้ว ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณาแก่หม่อมฉันในเวลานี้แล้ว หม่อมฉันจักไม่แคล้วจากความตาย ขอพระองค์จงทรงโปรดแก่หม่อมฉัน ให้พ้นจากอันตรายครั้งนี้ด้วยเถิดเพคะ
หน่อพระบรมพงษ์โพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า ถ้าเราจักไม่โต้ตอบ หรือจักตวาดให้แก่พระนางในเวลานี้ เธอก็จักต้องขาดใจตายเป็นแน่นอน
ครั้นทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสปลอบพระทัยว่า
เมื่อน้องอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของน้องเล่า พี่ไม่โกรธไม่เกลียดชังน้องอีกต่อไป ความจริงพี่สามารถทำลายตระกูลกษัตริย์มัทราช แล้วนำน้องไปได้ แต่เพราะความรักต่อน้อง พี่จึงสู้ยอมทนทุกข์มากมายเช่นนี้...
พระบาทท้าวเธอทรงตรัสอย่างนี้แล้วทรงรับอาสาออกต่อสู้กับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครนั้น แล้วเสด็จเป็นจอมทัพออกไปต่อสู่กับข้าศึก จึงตรัสประกาศขึ้น ๓ ครั้งว่า ตัวเรานี้แหละ คือพระเจ้ากุสราช ใครยังรักชีวิตก็จงอ่อนน้อมยอมสวามิภัคดิ์โดยเร็วพลัน
ครั้นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครพร้อมทั้งพลโยธาหาญได้สดับพระราชโองการดังนี้ ต่างก็มีความสยดสยองทิ้งกองทัพหนีไปด้วยอำนาจพระบารมีของพระบรมโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์
ทรงงดงามทั้งกายและใจ
ฝ่ายท้าวสักกเทวราชได้ทรงเห็นว่า พระโพธิสัตว์มีชัยแก่ข้าศึกแล้ว จึงพระราชทานแก้วมณีดวงหนึ่งให้แก่พระโพธิสัตว์ พระองค์จึงยกทัพกลับเข้าสู่พระนคร แล้วกราบทูลพระเจ้ามัทราชว่า ควรยกพระราชธิดาอีก ๗ พระองค์ ให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครนั้น จึงจะเป็นการสมควร
เมื่อพระเจ้ามัทราชทรงอนุญาตแล้ว พระกุสราชจึงจัดการราชาภิเษกพระราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ กับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนาครแล้วก็ส่งกลับพระนคร
ส่วนพระเจ้ากุสราชได้ทรงรับแก้วมณีจากท้าวโกสีย์แล้ว ก็ทรงส่องแก้วมณีต้องพระพักตร์และพระกายทั้งสิ้น ก็มีพระพักตร์และพระกายทั้งสิ้น สุกใสเปล่งปลั่งขึ้นดังประหนึ่งแท่งทองชมพูนุทฉะนั้น
นับแต่วันนั้นไป พระองค์ก็มีพระรูปพระโฉมอันงดงามล้ำเลิศ ด้วยอานุภาพของแก้วมณีดวงนั้น ทำให้พระนางประภาวดีทรงมีพระเสน่หาอาลัยอย่างสุดซึ้ง
พระโพธิสัตว์จึงพาพระอัครมเหสีถวายบังคมลาพระราชบิดามารดา แล้วเสด็จกลับกรุงกุสาวดี พร้อมด้วยพลโยธาแห่แหนแน่นขนัด ทั้งสองพระองค์นั้นประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้ากรุงกุสาวดีมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน
พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์ และพระชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นพระอนุชา ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีก็ทรงสัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดีให้รุ่งเรืองตลอดกาลสวรรคต
ครั้นสมเด็จพระทศพลโปรดประทานเทศนาชาดกนี้จบลงแล้ว จึงประกาศอริยสัจ ๔ สืบต่อไป โปรดให้ภิกษุผู้เป็นต้นเหตุแห่งพระธรรมเทศนานี้ได้สำเร็จพระโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกนี้ว่า
พระชนกชนนีของพระเจ้ากุสราช นั้นได้มาเกิดเป็น พระนกชนนีของเราตถาคต นี้ ชยัมบดีราชกุมาร ได้มาเกิดเป็น พระอานนท์ นางขุชชา ได้มาเกิดเป็นนาง ขุชชุตตรา
พระนางประภาวดี ได้มาเกิดเป็น มารดาพระราหูล บริวารเหล่านั้นได้มาเกิดเป็นบริวารของเราตถาคต ส่วน พระเจ้ากุสราช คือ เราตถาคต ในบัดนี้แล จบ กุสชาดก แต่เพียงนี้
***********