อนุภาพ
ท้าวสักกเทวราช
ในขณะนั้นท้าวสักกเทวราชก็ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์ทรงตกทุกข์ได้ยากไม่ได้ทรงพบเห็นอัครมเหสีถึง ๗ เดือนแล้ว เราควรจะช่วยพระองค์ได้สำเร็จพระราชประสงค์
ครั้นแล้วจึงทรงเนรมิตบุรุษขึ้น ๗ คน ต่างอ้างว่าเป็นราชฑูตของพระเจ้ามัทราช นำพระราชสาส์นไปถวายกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครว่า
บัดนี้พระนางประภาวดีทรงละทิ้งพระเจ้ากุสราชกลับมาแล้ว ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์ ก็จงเสด็จออกมารับเอาพระนางไปเถิด
พระราชาทั้ง ๗ พระนครจึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เมื่อเสด็จถึงสาคลนครแล้ว ต่างองค์ก็ทรงไต่ถามซึ่งกันและกัน จนได้ทราบเหตุถึงกับทรงพิโรจ จึงพร้อมใจกันยกพลเข้าประชิดติดพระนครไว้ และได้ส่งราชฑูตเข้ากราบทูลพระเจ้ามัทราช
พระบาทท้าวเธอทรงตระหนกตกพระทัย จึงรีบประชุมเสนาอำมาตย์มีพระราชดำรัสปรึกษา ฝ่ายเสนาอำมาตย์พากันกราบทูลขอให้พระองค์โปรดส่งพระนางประภาวดีออกไปถวายกษัตริย์นั้นเสีย
พระเจ้ามัทราชจึงตรัสว่า ถ้าเราส่งลูกสาวให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่ง กษัตริย์ที่เหลืออีกจักกระทำการรบ เราไม่อาจจะยกลูกสาวของเราให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่งองค์ใดได้
อีกประการหนึ่ง เราได้ยกให้แก่พระเจ้ากุสราชแล้ว แต่นางได้หนีมาออกมาจากพระองค์เสีย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้หนำใจ คือเราจะต้องตัดนางให้ออกเป็น ๗ ท่อน แล้วส่งไปให้พระราชาทั้ง ๗ พระองค์
เมื่อตรัสดังนี้แล้วก็มีผู้นำความไปกราบทูลพระนางประภาวดี พอพระนางได้ทรงสดับเรื่องนี้ก็ทรงหวาดกลัวต่อความตายเป็นอย่างยิ่งจึงพร้อมด้วยพระกนิษฐา (น้องสาว) ทั้งหลายไปเฝ้าพระราชมารดาทูลรำพึงรำพันต่าง ๆ นานา
ทรงระพึง
ถึงพระเจ้ากุสราช
ฝ่ายพระเจ้ามัทราชจึงตรัสสั่งให้เรียกนายเพชฌฆาตเข้ามา พระราชมารดาของพระนางประภาวดีจึงทรงเศร้าโศกเป็นอันมาก เมื่อได้ทรงทราบข่าวนี้จึงได้เสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชา แล้วกราบทูลถามว่า
พระองค์จะทรงฆ่าพระธิดาของหม่อมฉัน บั่นให้เป็นท่อน ๆ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลายจริงหรือเพคะ ?
พระราชาตรัสว่าจริงเพราะเรื่องยุ่งยากคราวนี้ได้เกิดเพราะลูกคนเดียว ถ้านางไม่ทิ้งพระเจ้ากุสราชมาก็จะไม่มีเรื่องยุ่งยากอย่างนี้ พระราชเทวีได้ทรงสดับดังนี้ จึงเสด็จกลับไปหาพระราชธิดาทรงรำพันว่า
พระลูกน้อยเอ๋ย.. พระราชบิดาไม่ทรงกระทำตามคำขอร้องของแม่ลูกจะต้องตายในวันนี้แล้วผู้ใดถ้าไม่ทำตามคำของบิดามารดา ผู้มีเมตตาหาประโยชน์ในภายหน้าให้ ผู้นั้นจะได้รับโทษเหมือนตัวเจ้านี้ ถ้าเจ้ายังอยู่กับพระเจ้ากุสราชจนวันนี้ ก็จะมีพระราชโอรสสักองค์หนึ่งแล้ว ตัวเจ้ากับหมู่ญาติก็จะมีความสุขไม่ต้องได้รับทุกข์อย่างนี้
อันกรุงกุสาวดีนั้น สนุกสนานด้วยเสียงร้องรำทำเพลง ช้างม้าที่เป็นสัตว์พาหนะพากันคำรณกึกก้องอยู่เป็นนิตย์ นกต่าง ๆ ก็ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจอยู่ในพระราชวังของพระเจ้ากุสราช ลูกคิดอย่างไรจึงได้กลับมาเสีย
ถ้าพระเจ้ากุสราชประทับอยู่ในที่นี้ ก็จักเสด็จออกต่อตีกับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครนั้นให้แตกไปโดยเร็ว บัดนี้ พระเจ้ากุสราชผู้สามารถปราบศัตรูให้พ่ายแพ้นั้น เสด็จอยู่ที่ไหนหนอ....
ฝ่ายพระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า ถ้าจะปล่อยให้พระมารดารำพันถึงพระเจ้ากุสราชอยู่อย่างนี้ เห็นทีจะไม่รู้จบ ควรที่เราจะกราบทูลให้ทรงทราบ ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลขึ้นว่า
พระเจ้ากุสราชซึ่งทรงสามารถปราบอริศัตรูให้พ่ายแพ้ และแก้ไขให้พวกเราได้พ้นทุกข์ ได้เสด็จอยู่ที่นี่แล้วเพคะ
พระมารดาจึงทรงดำริว่า ลูกของเราเห็นจะกลัวตายเกินไปจึงพูดเพ้อไปได้เช่นนี้ ดังนี้แล้วจึงตรัสว่า
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร จึงได้พูดอย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชเสด็จอยู่ในที่นี้จริงทำไมมารดาจึงไม่ทราบเล่า
พระโพธิสัตว์
ทรงแสดงพระองค์
เมื่อพระนางประภาวดีทรงเห็นว่า พระราชชนนีไม่ทรงเชื่อถือถ่อยคำนี้ พระนางจึงจับพระหัตถ์ของพระราชชนนี เสด็จไปที่ช่องพระแกลแล้วชี้ให้พระมารดาดูว่า
นั่นแน่ะ....พระเจ้ากุสราชซึ่งทรงปลอมพระองค์เป็นพ่อครัว นุ่งผ้าหยักรั้งกำลังล้างภาชนะอยู่ในตำหนักของพวกน้อง ๆ นั้น
กล่าวคือ เวลานั้นพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ความประสงค์ของเราจะสำเร็จในวันนี้แล้ว เพราะเมื่อพระนางประภาวดีมีความกลัวตาย ก็จำกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบว่าเราได้มาอยู่ที่นี่แล้ว
เมื่อทรงดำริอย่างนี้แล้วจึงทรงจัดแแจงล้างถ้วยล้างชามวุ่นอยู่ในเวลานั้น
ฝ่ายพระราชชนนีจึงตรัสขึ้นว่า
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าเลวทรามหรือจึงมีผัวเป็นทาสเช่นนี้ ไม่สมกับที่เจ้าเกิดในตระกูลกษัตริย์มัทราชเลย
พระนางประภาวดีจึงเสนองพระวาทีว่า
หม่อมฉันหาได้เป็นภรรยาทาสไม่ นั้นคือพระเจ้ากุสราชผุ้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราชโดยแท้ แต่พระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาสไปเอง
พระเจ้ากุสราชนั้น เมื่อพระองค์ยังทรงประทับอยู่ในพระนครของพระองค์ ได้พระราชทานอาหารเลี้ยงพราหมณ์วันละ ๒ หมื่นอยู่เป็นนิตย์
พวกพนักงานช้าง กรมม้า กรมรถ ได้พากันจัดช้าง ม้า และรถไว้อย่างละ หมึ่น ๆ เพื่อใช้ในราชกิจได้ทันท่วงทีอยู่เป็นนิตย์
พวกพนักงานรีดนมโค ก็ได้รีดนมจากแม่โควันละ ๒ หมื่นตัว ไปถวายทุกวันมิได้ขาด ผู้นั้นแหละ คือพระเจ้ากุสราชที่สมบูรณ์ด้วยพระราชพาหนะพลโยธาหาญ ทรัพย์ศฤคาร ดังที่หม่อมฉันกราบทูลถวายแล้วนี้
เมื่อราชชนนีได้ทรงฟังพระนางกราบทูล โดยท่าทางมิได้สะทกสะท้านก็ทรงเชื่อว่าเป็นจริง จึงเสด็จไปเฝ้าพระเจ้ามัทราช กราบทูลให้ทรงทราบตามคำบอกเล่านั้น
พระเจ้ามัทราชจึงรีบเสด็จไปยังตำหนักพระนางประภาวดี ทรงตรัสถามจนทราบความนี้แล้ว แต่พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อถือ จึงได้ตรัสถามนางขุชชา ได้ความจริงตามถ้อยคำของพระราชธิดาแล้วตวาดพระนางว่า
ดูก่อนเจ้าผู้เป็นพาล เหตุไรจึงไม่บอกพ่อให้ทราบเสียแต่ต้น ปล่อยให้พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐปลอมเป็นคนครัวเช่นนี้เล่า...
ครั้นตวาดพระราชธิดาอย่างนี้แล้ว จึงรีบเสด็จไปขอโทษพระบรมโพธิสัตว์ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐในพื้นปฐพี ขอพระองค์จงทรงกรุณาอดโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ เพราะเหตุที่พระองค์ปกปิดเสีย
ฝ่ายพระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า
ถ้าเราจะตัดพ้อต่อว่าขึ้น พระเจ้ามัทราชก็จะสดุ้งกลัวจนถึงกับความตาย ควรเราจะโลมเล้าเอาพระทัยท้าวเธอไว้ เมื่อทรงดำริดังนี้แล้วจึงตรัสว่า
หม่อมฉันไม่ได้ปกปิดตัวเลย หม่อมฉันได้เข้ารับเป็นพนักงานเครื่องต้น ขอพระองค์อย่าทรงเสียพระทัยเลย ความผิดจะได้มีแก่พระองค์ก็หามิได้