พระมเหสี
เสด็จหนีกลับพระนคร
ครั้นต่อมาพระราชาทรงใคร่เห็นพระนางอีก จึงทูลอ้อนวอนพระราชมารดาแล้วพระราชมารดาไม่อาจทรงห้ามได้ จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงปลอมตัวไปแอบอยู่ที่ประตูพระราชอุทยานอย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งรู้เห็น
ฝ่ายพระราชาเสด็จไปยังอุทยานแล้วทรงยืนแช่น้ำอยู่ในสระโบกขรณีประมาณแค่คอ ปกพระเศียรด้วยใบบัว บังพระพักตร์ด้วยดอกบัวบาน แม้พระราชมารดาก็ทรงพาพระนางประภาวดีไปยังพระราชอุทยาน แล้วทรงพานักสนมกำนันไปลงเล่นน้ำในสระโบกขรณี
ส่วนพระนางประภาวดีได้ทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่พระโพธิสัตว์เจ้าซ่อนอยู่นั้น จึงเสด็จว่ายน้ำเข้าไปเก็บ พระบรมโพรธสัตว์จึงทรงเปิดใบบัวออกเสีย แล้วคว้าข้อพระหัตถ์ของพระนางไว้ รับสั่งดัง ๆ ว่า
ตัวเรานี้แหละ คือพระเจ้ากุสราช...?
พระนางพอได้ทอดพระเนตรเห็นก็ทรงร้องขึ้นด้วยสำคัญว่ายักษ์จับเรา แล้วสิ้นพระสติสมฤดีอยู่ที่ตรงนั้นเอง พระราชาจึงทรงปล่อยพระหัตถ์ละจากพระนาง
ครั้นพระนางรู้สึกพระองค์ได้แล้วทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้เองได้ปลอมเป็นคนเลี้ยงช้าง และเป็นคนเลี้ยงม้า เรานี้ได้ผัวมีหน้าตาน่าเกลียดขนาดนี้ เราจำเป็นต้องทิ้งกลับไปหาผัวใหม่ให้จงได้
ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงให้พวกอำมาตย์ทั้งหลาย นำความไปกราบทูลพระเจ้าโอกกากราช พระองค์จึงทรงดำริว่า ถ้าไม่ให้นางไปนางก็คงตรอมใจตาย เราควรจักอนุญาตให้นางไปเสียก่อน แล้วค่อยคิดผันผ่อนนำมาต่อภายหลัง พอทรงดำริดังนี้แล้ว จึงอนุญาติให้พระนางเสด็จกลับไปได้
ฝ่ายพระบรมโทธิสัตว์เจ้า ก็เสด็จกลับเข้าสู่พระนาคร กำลังทรงสะท้อนพระทัยด้วยทรงอาลัยในพระนางเจ้าเป็นหนักหนา
ต่อนี้ไปจะกลับจะกลับกล่าวถึงเหตุแห่งบุคคลทั้งสองไว้ดังนี้
บุพพกรรม
ในอดีตกาล มีหมู่บ้านอันตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองพาราณสี มีตระกูล ๒ ตระกูลที่ถนนหมู่บ้านนั้น มีตระกูลหนึ่งมีลูกชายอยู่ ๒ คน อีกตระกูลหนึ่งมีลูกหญิง ๑ คน อยู่มาตระกูลที่มีลูกชาย ๒ คนนั้นเติบโต มารดาจึงไปขอภรรยาให้ลูกชายคนใหญ่
อยู่มาวันหนึ่งน้องชายได้ไปป่าเสีย ส่วนพี่สะใภ้อยู่ทางบ้านจึงทำขนมเบื้อง โดยแบ่งไว้ให้น้องสามีส่วนหนึ่ง ที่เหลือนั้นแจกแบ่งกันบริโภคจนหมด
พอกินขนมหมดแล้วก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเสด็จไปบิณฑบาต พี่สะใภ้จึงคิดว่า เราจะทำขนมไว้ให้น้องผัวของเราใหม่ ส่วนนี้จะเอาใส่บาตรเสีย
ครั้นคิดแล้ว จึงเอาขนมส่วนนั้นไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า พอน้องผัวกลับมาถึงก็เล่าเรื่องให้ฟัง น้องผัวก็โกรธว่า ส่วนของพี่ ๆ ได้กินเสียหมด ยกเอาส่วนของเราไปทำบุญเสียแล้วเราจะกินอะไร ว่าแล้วก็ตามไปแย่งเอาขนมมาจากบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า
ฝ่ายพี่สะใภ้จึงไปหาเนยใส่ใหม่ ซึ่งมีสีเหมือนดอกจำปามาทอดขนมถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกจนเต็มบาตร ขนมนั้นมีสีเหลืองปรากฏขึ้นในบาตร
นางนั้นจึงตั้งความปราถนาว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเกิดในภพใด ๆ ขอให้ร่างกายของดิฉัน จงเกิดม่รัศมีเปล่งปลั่ง และมีรูปร่างสดสวยงดงามเป็นอย่างยิ่งและขออย่าให้ได้พบคนเลวเหมือนกับน้องผัวของดิฉันคนนี้เลย
พอน้องผัวได้ฟังดังนั้น จึงเอาขนมของตนนั้น กลับไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก วางขนมของตนทับของพี่สะใภ้ลงไปแล้ว ตั้งความปรารถว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะไปเกิดในชาติใดภพใดก็ตาม ขอให้พบกับพี่สะใภ้คนนี้อีก ถึงอยู่ไกลกันตั้งร้องโยชน์ก็ตามขอให้ข้าพเจ้านำมาเป็นภรรยาให้จงได้
เมื่อคนทั้งสองตายแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ ส่วนพี่สะใภ้จุติจากสวรรค์แล้ว ลงมาเกิดเป็น พระนางประภาวดี ส่วนน้องผัวลงมาเกิดเป็น พระเจ้ากุสราช คือพระโพธิสัตว์เจ้านี้เอง
แต่ด้วยอำนาจแห่งบุพพกรรม ที่โกรธแล้วเอาขนมกลับคืนมานั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงได้เป็นผู้มีรูปร่างไม่งดงามน่าเกลียด ดังนี้