พระราชา
ทรงปลอมพระองค์

      นับแต่นั้นมาพระเจ้ากุสราชกับพระอัครมเหสี ได้ทรงพบกันแต่ในราตรีเท่านั้น พระรัศมีของพระนาง ไม่อาจส่องให้เห็นพระพักตร์ของพระราชสวามีได้ถนัด ด้วยอำนาจบุญญาภินิหารของพระโพธิสัตว์แรงกล้า

   แต่พอ ๒-๓ วันผ่านพ้นไปพระราชามีความปรารถนาจะได้เห็นพระอัครมเหสีในเวลากลางวัน จึงทูลถามพระราชมารดาให้ทรงทราบ พระราชมารดาก็ทรงห้ามว่ารอให้ได้พระโอรสองค์หนึ่งก่อนเถิด

   เมื่อพระราชาอ้อนวอนบ่อย ๆ เข้า พระมารดาไม่อาจขัดขืนได้จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงปลอมเป็นคนเลี้ยงช้างไปอยู่ในโรงช้างเถิด แม่จะพานางไปในที่ตรงนั้น แต่ระวังอย่าให้นางเกิดสงสัยได้ พระราชาก็ได้กระทำตามนั้น

   ลำดับนั้น พระมารดาจึงรับสั่งให้คนตกแต่งโรงช้าง แล้วตรัสชักชวนพระนางประภาวดีให้เข้าไปชมช้างต้นของพระราชาภายในโรงช้าง

   พระราชาทรงปลอมพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้าง ทอดพระเนตรเห็นพระมเหสีเสด็จตามหลังพระราชดา จึงหยิบเอาขี้ช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังของพระนางประภาวดี พระนางทรงกริ้วกราดตวาดออกไปว่า

   “เจ้าบังอาจมาก เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสีย”

   ฝ่ายพระราชมารดาจึงได้ทรงปลอบ ประโลมเอาพระทัยว่า อย่าถือสากับคนเลี้ยงช้างเลย แล้วทรงช่วยปัดข้างหลังให้ ต่างพากันเสด็จกลับพระราชนิเวศน์

   ต่อมาพระราชา ใครจะได้เห็นนางอีก จึงใช้วิธีปลอมเป็นคนเลี้ยงม้า แล้วทรงเอาก้อนขี้ม้านั้น ขว้างไปเหมือนเดิมอีก พระนางก็ทรงกริ้วใหญ่ พระสัสสุ (แม่ผัว) ก็ทรงปลอบเหมือนคราวที่แล้วอีกเช่นกัน

   พระมเหสีใคร่จะได้เห็นพระราชาบ้าง

   ในเวลาต่อมา พระนางประภาวดีทรงใคร่จะได้เห็นพระราชสวามี จึงทูลแก่พระสัสสุเป็นหลายครั้ง พระสัสสุจึงรับวั่งว่า

   “ถ้าอย่างนั้น ในวันพรุ่งนี้พระราชสวามีของเจ้าจะเสด็จเลียบพระนคร เจ้าจงคอยดูที่ช่องพระแกลเถิด”

   ครั้นตรัสสั่งดังนี้แล้วจึงโปรดให้ตกแต่งพระนครในวันรุ่งขึ้น แต่ให้ พระชยัมบดี   ผู้เป็นพระเจ้าน้องของพระโพธสัตว์เจ้า ทรงเครื่องกษัตริย์ ประทับนั่งชนหลังช้างพระที่นั่งแทน ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้า แต่งองค์เป็นควาญช้างประทับนั่งบนอาสนะข้างหลัง แล้วให้เสด็จเลียบพระนคร

   เวลานั้น พระราชมารดาทรงพาพระนางประภาวดีไปประทับยืนที่สีหปัญชรแล้วตรัสว่า

   “เจ้าจงดูเถิด พระราชสวามีของเจ้าจะมีรูปทรงสวยสง่างามสักเพียงไร”

   ฝ่ายพระนางประภาวดีทรงเข้าพระทัยว่า เราได้พระสวามีที่มีความเหมาะสมกันดังนี้แล้ว ทรงปลาบปลื้มดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

   ฝ่ายพระราชาได้ทอดพระเนตรพระนางประภาวดีเหมือนกัน ทรงพอพระหฤทัยเป็นอันมาก จึงได้แสดงอาการยั่วเย้าด้วยด้วยการยกพระหัตถ์ เมื่อช้างพระที่นั่งคล้อยหลังไปแล้ว พระสัสสุจึงตรัสถามว่า

   “เจ้าเห็นพระภัสดาของเจ้าแล้วหรือ ?”

   “เห็นแล้วเพคะ แต่นายควาญช้างคนนั้น ช่างไม่รู้จักขนบธรรมเนียมเสียบ้างเลย มันทำกิริยาเคาะแคะหม่อมฉัน ทั้งท่าทางก็ดูไม่มีผู้ดีเลย เหตุไรจึงได้ให้เป็นควาญช้างพระที่นั่งเล่าเพคะ”

   พระสัสสุจึงตรัสตอบว่า

   เขาต้องการเพียงแค่การระมัดระวังช้างพระที่นั่งเท่านั้น เขาหาได้ต้องการขนบธรรมเนียมแต่ประการใดไม่”

   พระนางประภาวดีได้ทรงดำริว่า ควาญช้างคนนี้ได้รับอภัยเสียเหลือเกินหรือควาญช้างคนนี้เป็นพระเจ้ากุสราช พระองค์คงมีรูปร่างน่าเกลียด พระราชมารดาจึงทรงหาอุบายไม่ให้เราได้พบเห็นกัน

   พระนางประภาวดีจึงทรงกระซิบนางขุชชา ผู้เป็นพี่เลี้ยงว่า

   “พี่จงตามไปดูทีหรือว่า พระเจ้ากุสราชประทับช้างข้างหน้าหรือข้างหลัง แล้วจงมาบอกแก่เรา”

   นางขุชชาผู้เป็นหญิงค่อมกราบทูลว่า

   “หม่อมฉันจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนไหนเป็นพระเจ้ากุสราช ?”

   พระนางตรัสตอบว่า

   “ถ้าคนไหนลงก่อน ก็คนนั้นแหละ คือพระเจ้ากุสราช”

   นางขุชชาจึงสกดรอยไปดู ก็เห็นพระโพธสัตว์เจ้าเสด็จลงจากช้างพระที่นั่งก่อน พอพระโพธิสัตว์เจ้าทอดพระเนตรเห็นนางขุชชาก็ทรงแน่พระทัยว่า นางมาพิสูจน์พระองค์ จึงตรัสเรียกมากำชับว่า เจ้าอย่าไปบอกพระนางประภาวดีเป็นอันขาด

   นางค่อมนั้นจึงกลับไปกราบทูลพระนางว่า พระเจ้ากุสราชผู้เสด็จประทับอยู่ข้างหน้าช้างที่นั่งเสด็จลงก่อน พระนางประภาวดี ก็ทรงเชื่อถ้อยคำของนางค่อมนั้น