ในเวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินในเมืองสาคละซึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามัทราช ทรงมีพระราชธิดาอยู่ ๘ พระองค์ ทรงพระรูปพระโฉมงดงามปานดังนางฟ้า
พระราชธิดาองค์ใหญ่มีพระนามว่า ประภาวดี พระนางมีรัศมีซ่านออกจากพระกายข้างละ ๑ วา พระรัศมีนั้นมาดังสีพระอาทิตย์แรกอุทัย
แต่พระรัศมีนี้ หมายถึงพระรัศมีแผ่ออกไปในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนนั้น พระรัศมีส่องสว่างมากกว่านี้ จนไม่ต้องจุดไฟในเวลาราตรี ในห้องที่พระนางประทับอยู่
พระนางประภาวดีนี้มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งชื่อว่า นางขุชชา เป็นหญิงค่อมพิการ ในเวลาเย็น มีพวกอำมาตย์ของพระเจ้าโอกกากราชนำรูปทองคำไปตั้งไว้ข้างทางที่จะลงท่าน้ำ
นางขุชชาให้พระนางประภาวดีเสวยเสร็จแล้ว ส่วนตนได้ออกจากพระราชวัง ลงไปสู่ท่าน้ำกับพวกทาสี ประมาณ ๗ - ๘ คน
พอไปเห็นรูปหล่อนั้น จึงร้องออกไปด้วยความโกรธว่า
พระนางนี้ช่างว่ายากเสียจริง ๆ เขาจักมาตักน้ำไปถวายไม่ได้หรือ จึงต้องเสด็จมาเอง ถ้าพระราชบิดามารดาทรงทราบเข้า พวกหม่อมฉันมิต้องย่อยยับไปหรือ...
ว่าแล้วก็ตรงไปจับรูปหล่อนั้น จึงรู้ว่าไม่ใช่พระนางประภาวดี พวกอำมาตย์ได้เห็นดังนี้ จึงออกจากที่ซ่อนพากันไปซักถามว่า
เหตุไรจึงมาจับรูปหล่อของเรา?
นางขุชชาจึงตอบว่า
เพราะเข้าใจว่าเป็นรูปพระนางประภาวดีซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวของเรา
พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวเมืองนี้สวยเหมือนกับรูปหล่อนี้หรือ?
สวยยิ่งกว่านี้อีกเจ้าข้า
พวกอำมาตย์นั้นจึงพากันเข้าไปกราบทูลพระเจ้ามัทราช ตามที่ได้รับมอบหมายมาแล้วนั้น
เมื่อพระเจ้ามัทราชทรงรับเครื่องราชบรรณาเหล่านั้นไว้ พวกอำมาตย์จึงพากันกลับไปกราบทูลพระเจ้าโอกกากราชและพระราชเทวีให้ทรงทราบ กษัตริย์ทั้งสองจึงเสด็จมาสู่สาคลนครโดยเร็วพลัน
อุบาย
ของพระนางสีลวดี
ฝ่ายพระนางสีลวดีทอดพระเนตรเห็นพระนางประภาวดี จึงทรงดำริว่า
ราชธิดาองค์นี้ เป็นหญิงรูปร่างงดงามมากนัก ส่วนโอรสของเรามีรูปร่างไม่งดงามถ้านางได้เห็นโอรสของเราแล้ว คงจะรีบหนีไปเป็นแน่แท้ แม้เพียงราตรีเดียวก็ไม่อาจจะอยู่ร่วมได้ เห็นทีเราจักต้องทำกลอุบาย
ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงทูลพระเจ้ามัทราชว่า
นางประภาวดีนี้สมควรกับพระโอรสของหม่อมฉันแท้ แต่ทางบ้านเมืองของหม่อมฉันมีราชประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งถือกันมานานแล้วคือ
ถ้าพระภัสดากับพระชายาคู่ใดอยู่ด้วยกันยังไม่ทันมีครรภ์แล้ว ห้ามไม่ให้ทั้งสองเห็นหน้ากัน ในเวลากลางวันหรือในที่สว่างเป็นอันขาด ให้เห็นกันในเวลากลางคืน ในที่มืด ๆ เท่านั้น ต่อเมื่อมีครรภ์แล้วจึงให้เห็นกันได้ทุกเวลา
ถ้าพระนางประภาวดีประพฤติตามพระราชประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันก็ยินดีจะรับเขาเป็นศรีสะใภ้ของหม่อมฉัน
ครั้นพระเจ้ามัทราชหันไปตรัสถามพระราชธิดา พระนางกราบทูลว่าได้แล้ว พระเจ้าโอกกากราชจึงได้ถวายพระราชทรัพย์เป็นอันมากแก่พระเจ้ามัทราช แล้วทรงรับพระนางประภาวดีเสด็จไปสู่พระนครของพระองค์
เมื่อกลับถึงราชธานีแล้ว จึงทรงรับจัดการราชาภิเษกพระราชโอรส ให้ขึ้นครองรามสมบัติ พรงพระนามว่า พระเจ้ากุสราช กับพระราชเทวีอันทรงพระนามว่า ประภาวดี
พระราชาทั้งหลายในชมพูทวีปทั้งหมดพระองค์ใดมีพระราชธิดา ก็ส่งพระราชธิดาไปถวาย พระองค์ใดมีพระราชโอรส ก็ทรงส่งพระราชโอรสไปถวาย พระราชาเหล่านั้นทรงหวังความเป็นมิตรไมตรีกับพระเจ้ากุสราชนั้น
พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระนางสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองพระราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ดังนี้