พระโพรธิสัตว์จุติจากเทวโลก

      ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถึอกำเนิดในพระครรภ์ของพระนางแล้ว ท้าวสักกะก็เสด็จกลับสู่เทวสถาน พระเทวีทรงทราบว่าพระองค์ทรงพระครรภ์

  เมื่อพระราชาทรงตื่นบรรทมขึ้น ได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงทรงซักถามเรื่องราวที่ผ่านมา พระนางก็ทูลเล่าให้ฟังตามความเป็นจริง

  เมื่อพระราชายังทรงกริ่งอยู่ในพระทัย พระนางจึงให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน ท้าวเธอจึงทรงเชื่อว่า พระอินทร์ได้เป็นผู้นำพระนางไปสมกับคำให้การของพระนางจริงทุกประการ

  พระองค์จึงตรัสถามต่อไปว่า

  “ก็เธอได้บุตรหรือไม่ ?”

  พระเทวีทูลว่า

  “ได้แล้วเพคะ บัดนี้หม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์”

  พระบาทท้าวเธอก็ทรงดีพระทัย จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารรักษาพระครรภ์แก่พระนาง พอได้กำหนดครบถ้วนทศมาสนั้น พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชโอรส อันมีนามปรากฏว่า กุสติณะ ซึ่งแปลว่า หญ้าคา

  ในกาลที่กุสติราชกุมารเจริญวัยทรงพระดำเนินได้ พระนางก็ได้ประสูติพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า ชยัมบดี

  พระราชกุมารที่เป็นพระเจ้าพี่ คือพระบรมโพธิสัตว์เจ้ามีพระปรีชาเฉลียวฉลาดในศีลปศาสตร์ทุกประการ

  พอพระองค์มีพระชนม์ได้    ๑๖ พระชันษา พระราชบิดาทรงปราถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงทรงปรึกษากับพระเอกอัครมเหสีเพื่อหาพระราชธิดามาอภิเษกให้เป็นเอกอักครมเหสีของลูก

  ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าทรงทราบข่าว จึงทรงพระดำริว่า เรามีรูปร่างไม่สะสวยงดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูป แม้ถูกนำตัวมาพอเห็นเรา ก็จักหนีไปด้วยความรังเกียจความอับอายก็จะพึงมีแก่ตัวเรา

  เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจะต้องการราชสมบัติ จะตั้งหน้าปฏิบัติพระชนกชนนีไปจนกว่าจะสิ้นบุญของท่าาน แล้วเราก็จักออกบวช

  ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงแจ้งข่าวให้ทรงทราบ พระราชาก็ทรงเสียพระทัย พอล่วงไป ๒ - ๓   วันก็ทรงส่งข่าวสาส์นไปอีก พระราชกุมารนั้นก็คัดค้านอีกเหมือนเดิม

  เมื่อเป็นอย่างนี้ถึง ๓   ครั้งที่ ๔   จึงทรงดำริว่า

  ธรรมดาลูกจะขัดขืนมาดาบิดาอยู่ร่ำไปนั้น ย่อมไม่เป็นสมควร เราจักกระทำอุบายสักอย่างหนึ่ง

 

  หล่อพระรูปทองคำ

  ครั้นทรงดำริแล้ว จึงหาช่างทองมาคนหนึ่งมาเฝ้า ได้ประทานทองคำให้เป็นอันมากแล้วตรัสว่า

  “เจ้าจงเอาทองคำเหล่านี้ไปหล่อเป็นรูปผู้หญิง แล้วนำมาให้เรา”

  แต่พอช่างทองรับเอาทองไปแล้วพระองค์ก็ทรงหล่อรูปผู้หญิงด้วยทองคำขึ้นไว้รูปหนึ่งด้วยพระองค์เอง แล้วเอาตั้งไว้ในห้องแห่งหนึ่ง

  พอช่างทองนำรูปผู้หญิงที่ตนทำนั้นมาถวาย ก็ทรงติว่ายังไม่สวยพอ จึงทรงรับสั่งให้นายช่างไปยกรูปซึ่งอยู่ในห้องนั้นมาดู

  พอช่างทองโผล่เข้าไปในห้องนั้นก็ตกใจว่า รูปนั้นเป็นนางเทพธิดาที่จะมาเป็นพระชายาของพระราชกุมาร ไม่อาจจะเอื่อมมือไปแตะต้องได้

  จึงกลับออกมาทูลว่า รูปที่สั่งให้ไปยกมานั้น ข้าพระองค์ไม่เห็น เห็นแต่พระแม่เจ้าผู้เป็นพระชายาประทับอยู่ในห้องนั้นพระองค์เดียว

  จึงตรัสสั่งอีกว่า เธอจงไปยกมาเถิดนั้นแหละคือรูปหล่อที่เราหล่อขึ้นเอง

  ช่างทองจึงกลับไปยกรูปนั้นออกมาถวาย แล้วให้เก็บเอารูปหล่อ ที่พระองค์ทรงหล่อเองนั้นอย่างวิจิตรงดงามแล้วให้ไปถวายพระราชมารดา ทรงสั่งให้กราบทูลว่า

  “ถ้าพระแม่เจ้าทรงหาหญิงที่มีเหมือนรูปร่างงามเหมือนกับรูปทองคำนี้ได้แล้ว หม่อมฉันจึงจะยอมมีอัครเหสี”

  เมื่อพระชนนีได้เห็นรูปหล่อ และทรงทราบความประสงค์ของพระราชโอรสแล้วจึงโปรดให้ประชุมเหล่าเสวกามาตย์ราชมนตรีทั้งหลายแล้วตรัสเล่าให้ฟังว่า

  “ดูก่อนอำมาตย์ทั้งหลาย ลูกชายของเราซึ่งเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก ที่พระอินทร์ทรงประทานให้นั้น เขาอยากได้อัครมเหสีที่มีรูปสวยเหมือนกับรูปหล่อนี้

  “โดยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายจงยกรูปหล่อนี้ขึ้นตั้งไว้บนยานอันปกปิดแล้วพาไปสืบเสาะหากุมารีในที่ต่าง ๆ

  ด้วยวิธีเอารูปไปตั้งไว้ตั้งไว้ในที่ใดที่หนึ่งแล้วคอยฟังดูว่า จะมีใครพูดกันว่ามีผู้หญิงที่งดงามเหมือนรูปหล่อนี้บ้าง

  ถ้าได้พบแล้วจงไต่สวน ให้รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่ากอของใคร ถ้าเป็นลูกกษัตริย์จงเข้าไปทูลขอที่เดียวว่า

  บัดนี้ พระเจ้าโอกกากราชมีพระประสงค์จะทรงอภิเษกพระราชโอรส ให้เสวยราชสมบัติแทนพระองค์ จึงโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง มาทูลขอพระราชธิดาของพระองค์ ไปอภิเษกเป็นเอกอัคครมเหสีของพระโอรสนั้น

  เมื่อกษัตริย์พระองค์นั้นทรงยินยอมยกให้แล้ว จงทูลนัดฤกษ์วันเวลาที่จะทำพิธีอาวามงคล เมื่อตกลงอย่างไรแล้ว จงกลับมาแจ้งแก่เราโดยเร็วอย่าได้ช้า”

  พวกอำมาตย์รับพระราชทานเสาวนีย์แล้วก็นำรูปหล่อนั้นขึ้นยานอันปกปิดนำออกจากพระนครไป

  เมื่อไปถึงราชธานีใด ก็ประดับประดารูปหล่อนั้นให้ดี แล้วก็ยกไปตั้งไว้ข้างมรรคาที่คนทั้งหลายไปมาเป็นอันมาก เป็นต้นว่าทางที่จะไปอาบน้ำอันมีในบ้านเมืองนั้น ๆ แล้วพากันไปแอบฟังเสียงคนทั้งหลายพูดกัน

  เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นรูปหล่อนั้นแล้ว ก็เข้าใจว่าเป็นหญิงจริง ๆ ได้พากันชมเชยด้วยถ้อยคำต่าง ๆ แล้วพากันกลับไป

  อำมาตย์เหล่านั้นก็ทราบได้ว่า ในเมืองนี้ไม่มีหญิงคนใดที่จะสวยเหมือนรูปนี้ จึงตกลงกันว่า พวกเราควรจะออกจากเมืองนี้

  แล้วก็พากันออกจากเมืองนั้นไปเมืองอื่นต่อไปอีก และได้กระทำพิธีทดลองตามที่ทำมาแล้วจนกระทั้งถึง สาคลบุรี ในประเทศมัทราชโดยลำดับ