กุสราชชาดกนี้มีใจความว่า เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พระเจ้ากุสราช พระองค์เป็นผู้ฉลาดรู้จบศีลปศาสตร์ทั้งปวง แต่มีพระรูปขี้เหร่ จนพระอัครมเหสีต้องเสด็จหนีไม่อภิรมย์ด้วย
พระองค์ได้เสด็จตามและได้ทรงพยายามด้วยประการต่าง ๆ ที่จะได้พระมเหสีกลับคืนมา ภายหลังก็ได้รับความอนุเคราะห์ของท้าวสักกะ จึงได้ปรองดองกัน ต่อไปนี้เป็นเนื้อความพิสดารใน พระสุตตันตปีฏกขุททกนิกาย สัตตกนิบาต เริ่มต้นว่า
เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มีความกระสันอยากจะสึกรูปหนึ่งให้เป็นเหตุจึงตรัสเทศนาชาดกนี้ ให้เป็นผลแก่ชุมชนทั้งหลาย มีเนื้อเรื่องเบื้องต้นว่า
ยังมีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง ได้ถวายชีวิตออกบวชในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งเธอเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งแต่งกายงดงาม เกิดความรักใคร่พอใจ จนถึงกับเบื่อหน่ายในพระธรรมวินัยทิ้งกิจวัตรต่าง ๆ เสีย
โดยที่สุดแม้แต่ผมก็ไม่โกน เล็บก็ไม่ตัด มีจีวรเศร้าหมอง ทั้งข้าวปลาอาหารก็กินไม่ได้ จึงมีร่างกายซูบผอมลงทุกวัน มีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่งไปทั่งตัว
มีอุปมาเหมือนกับเทพบุตรทั้งหลายผู้ที่จะจุติจากเทวโลก ย่อมมีบุพนิมิต ๕ ประการเกิดขึ้น คือ
พวงดอกไม้ทิพย์เหี่ยวแห้ง ๑ ผ้าทิพย์เศร้าหมอง ๑ ผิวพรรณไม่ผ่องใส ๑ มีเหงื่อออกตามรักแร้ ๑ ไม่รู้สูกยินดีในทิพยอาสน์ ๑
ส่วนภิกษุผู้จะสึกจากพระพุทธศาสนาก็บุพนิมิต ๕ ประการเกิดขึ้นก่อนเหมือนกันได้แก่
ดอกไม้คือศรัทธา ย่อมเหี่ยวแห้งไป ๑ ผ้าคือศีลย่อมเศร้าหมอง ๑ ผิวพรรณไม่ผ่องใส ๑ มีเหงื่อคือกิเลสเกิดขึ้นครอบงำ ๑ ไม่ยินดีที่จะอยู่ในป่า หรือโคนต้นไม้ หรือเรือนว่าง ๑ ดังนี้ บุพนิมิตทั้งหลายปรากฏแล้วแก่ภิกษุนั้น
ลำดับนั้นภิกษุทั้งหลาย จึงได้นำเธอเข้าไปในสำนักของพระศาสดา แล้วกราบทูลเล่าเรื่องถวายให้ทรงทราบ
สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงทรงชักถาม เมื่อภิกษุนั้นรับตามความเป็นจริงแล้ว จึงทรงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสเลย ธรรมดาว่ามาตุคามนี้เป็นข้าศึก (ต่อการประพฤติพรหมจรรย์) เธอจงหักห้ามจิตใจจากมาตุคามนั้นเสีย แล้วยินดีในศาสนาของเราเถิด
บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจวาสนายังเสื่อมเสียจากอำนาจ ตกทุกข์ได้ยาก เพราะรักใคร่ในมาตุคามเลย
ครั้นตรัสดังนี้แล้วก็ทรงนิ่งอยู่ ได้รับการอาราธนาจากภิกษุเหล่านั้น จึงทรงยกชาดกนี้แสดงต่อไปว่า
กุสาวดีราชธานี
ในอดีตกาล พระเจ้าโอกกากราช ครองราชสมบัติโดยธรรม ในกุสาวดีราชธานีแว้นแคว้นมัลละ
พระบาทท้าวเธอมีพระอัครมเหสี ทรงพระนามว่า สีลวดี แต่ทว่าพระนางหามีโอรสและธิดาไม่
ต่อมาชาวเมืองไม่พอใจต่างพากันกราบทูลให้พระราชาปล่อยนางนักสนมออกไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดจะได้บุตรกลับมา จึงให้พระอัครมเหสีไปเป็นนางบำเรอของบุรุษทั้งหลายบ้าง
ครั้งนั้น ด้วยอำนาจศีลของพระนางจึงทำให้ทิพยอาสน์ของสมเด็จอมรินทราธิราชเร่าร้อนผิดสังเกต
เมื่อทรงทราบเหตุดังนั้นแล้ว จึงเสด็จไปวอนพระโพธิสัตว์ และเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ให้ลงมาถือกำเนิดเกิดในพระครรภ์ของพระนางสีลวดี
ครั้นแล้วสมเด็จสมเด็จอมรินทราธิราชได้ทรงจำแลงเป็นพราหมณ์ชราพาพระนางสีลวดีออกไปนรมิตเรือนแก้วขึ้นที่ข้างประตูพระนคร
เมื่อพระนางเอนกายลง พระองค์จึงทรงลูบพระกายของพระนางด้วยพระหัตถ์ พอพระนางถูกต้องทิพยสัมผัสแล้ว ก็ทรงเคลิบเคลิ้มหลับไปในทันที
ท้าวหัสนัยน์จึงทรงอุ้มพระนางไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอถึงกำหนด ๗ วันก็ทรงตืนจากบรรทม
ครั้นได้ทรงเห็นทิพยสมบัติทั้งปวงแล้วจึงทราบว่า พราหมณ์ชราที่พามานั้นเป็นพระอินทร์ ซึ่งกำลังประทับทอดพระเนตรนางอัปสรฟ้อนรำถวายอยู่ พระนางจึงลุกขึ้นไปถวายบังคม
สมเด็จอมรินทราธิราชจึงตรัสว่า
ดูก่อนพระนาง เราจักให้พรแก่เจ้าสักอย่างหนึ่ง ขอเจ้าจงเลือกเอาตามประสงค์เถิด
พระนางจึงกราบทูลว่า
เมื่อพระองค์จะทรงพระกรุณาแล้ว หม่อมฉันขอพระราชทานพระโอรสสักพระองค์หนึ่งเถิดเพคะ
ท้าวสักกเทวราชาจึงตรัสว่า
เราจักให้สัก ๒ คน คนหนึ่งมีปัญญาแต่รูปร่างไม่สวย อีกคนหนึ่งรูปร่างสวยแต่ไม่เฉลี่ยวฉลาด ทั้งสองคนนี้ เจ้าจักต้องการใครก่อน?
พระนางทูลสนองว่า
หม่อมฉันต้องการคนที่ฉลาดก่อนเพคะ
สมเด็จอมรินทราจึงตรัสว่า
ได้....เราจะให้สมประสงค์
แล้วทรงประทานของ ๕ อย่างแก่พระนางคือ หญ้าคา ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตตก์ทิพย์ ๑ พิณชื่อโกกนท ๑
ครั้นพระนางทรงรับของทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว พระองค์จึงพาพระนางลงมาส่งวางลงไว้บนพระแท่นบรรทมของพระบรมของพระกษัตริย์ผู้เป็นพระราชสวามีของพระนาง แล้วทรงลูบพระนาภีของพระนางพระนางด้วยปลายนิ้วพระหัตถ์เบื้องซ้าย