ตอนที่ ๓๓
ปัญหาที่ ๙
ถามเกี่ยวกับธุดงค์

                 พระเจ้ามิลินท์ ได้ทรงเห็นพวกภิกษุที่ถือธุดงค์อยู่ในป่ามีอยู่
ทั้งรู้ว่าคฤหัสถ์ผู้ได้สำเร็จอนาคามีผลมีอยู่ จึงทรงสงสัยว่า ถ้าคฤหัสถ์สำเร็จธรรมได้ ธุดงค์ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เราจักถามถึงพระศาสนาอันละเอียด อันย่ำยีเสียซึ่งถ้อยคำของผู้อื่น อันเป็นของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้ เพื่อให้สิ้นสงสัยของเรา

    ครั้นทรงดำริดังนี้แล้ว จึงได้รีบเสด็จไปหาพระนาคเสนด้วยความรีบร้อน เหมือนกับโคที่กระหายน้ำ และเหมือนกับคนที่หิวข้าว เหมือนกับคนเดินทางไปพบพวกเกวียน หรือเหมือนกับคนเจ็บไข้ต้องการหมอ เหมือนกับคนไม่มีทรัพย์แสวงหาทรัพย์

   เหมือนกับผู้จะข้ามฟากต้องการเรือ เหมือนกับคนกำลังเกิดความรัก ต้องการความรักหรือเหมือนกับคนเป่าปี่ ต้องการให้ปี่มีเสียงไพเราะ หรือเหมือนกับคนกลัวภัย แสวงหาที่พึ่ง หรือเหมือนกับพระภิกษุผู้ต้องการความดับกิเลสฉะนั้น

   ครั้นเสด็จเข้าไปถึงแล้ว จึงทรงนึกถึงคุณอันประเสริฐ   ๑๐  ประการ ว่าถ้าเราถามแล้ว ท่านแก้ให้เราฟัง เราก็จะหมดสงสัย ๑ ใจของเราจักบริสุทธิ์  ๑ เราจักไม่มีวิตกที่ชั่ว  ๑  จักถึงซึ่งกระแสธรรม   ๑

    จักได้ปัญญาจักษุ  ๑  จะได้ชื่อว่าอาจารย์อนุเคราะห์  ๑ จักเป็นผู้ไม่มีเครื่องกีดขวางกุศลธรรมทั้งปวง  ๑  จะได้ประกอบด้วยโลตุตรธรรม ๑  จักไม่สะดุ้งกลัวต่อภพทั้งปวง   ๑  เวลาเข้าสู่ที่ประชุมจะอาจแทงตลอดเหตุผลทั้งปวง ๑

   ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสถามขึ้นว่า

    " ข้าแต่พระนาคเสน คฤหัสถ์ได้สำเร็จนิพพานมีอยู่หรือ ? "

    " มีอยู่ มหาบพิตร มีอยู่มากทีเดียว นับเป็นจำนวนร้อยหมื่นแสนล้านโกฏิไม่ได้ "

    " ขอพระผู้เป็นเจ้า จงแสดงให้โยมแจ่มแจ้งด้วยเถิด "

   " ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นอาตมภาพ จักแสดงถวาย คือพระธรรมในพระพุทธศาสนาอันประกอบด้วยองค์ ๙ ย่อมรวมลงใน ธุดงค์ ทั้งนั้น เหมือนกับน้ำฝนที่ตกลงมาทั้งสิ้น ย่อมไหลไปรวมมหาสมุทรฉันนั้น อาตมภาพจักจำแนกเนื้อความข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง เหมือนอาจารย์ เลขผู้ฉลาดสอนเลขให้แก่ลูกศิษย์ฉะนั้น

คฤหัสถ์ผู้ได้
มรรคผลในสมัยพุทธกาล

    ขอถวายพระพร ที่กรุงสาวัตถีมีอริยสาวก ๕ โกฏิ มีอุบาสกอุบาสิกาตั้งอยู่ในอนาคามีผลถึง ๓๕๗,๐๐๐ คน พวกนั้นล้วนแต่เป็นคฤหัสถ์ทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นบรรพชิตเลย

   ยังมีอีกคือคราวที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ ก็มีพวกคฤหัสถ์บรรลุมรรคผลถึง๒๐ โกฏิ

    คราวทรงแสดงราหุโลวาทสูตร มหามงคลสูตร  สมจิตตปริยายสูตร  ปราภวสูตร  จูฬาสุภัททสูตร   กลหวิวาทสูตร  จูฬพยูหสูตร มหาพยูหสูตร  ตุวัฏฏกสูตร   สารีปุตตสูตร  มีเทวดาบรรลุมรรคผลนับไม่ถ้วน

   ในกรุงราชคฤห์มีอริยสาวก ซึ่งล้วนแต่เป็นอุบาสกอุบาสิกา  ๓๕๐,๐๐๐ คน ยังมีอีกคือในคราวทรงทรมานช้างธนบาล มีผู้ได้บรรลุมรรคผลอีก ๙๐ โกฏิ คราวทรงแก้ปัญหาแห่งมาณพ ๑๖ คน (ศิษย์ของพราหมณ์พาวรี) ที่ปาสาณกเจดีย์มีผู้บรรลุมรรคผลอีก  ๑๔ โกฏิ

    คราวทรงแสดงสักกปัญหาสูตร ที่ถ้ำอินทสาลคูหา มีเทวดาบรรลุมรรคผลถึง ๘๐ โกฏิ คราวทรงแสดงธัมมจักกัปวัตตนสูตร ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวันครั้งแรก มีพราหม  ๑๘ โกฏิ กับเทวดาประมาณมิได้บรรลุมรรคผล

   ในคราวทรงแสดงพระอภิธรรม ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในดาวดึงส์สวรรค์ มีเทวดาบรรลุมรรคผล   ๘๐ โกฏิ   ในคราวเสด็จลงมาจากดาวดึงส์มีผู้บรรลุมรรคผล   ๓๐ โกฏิ

   ในคราวทรงแสดงพุทธวงศ์ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ และในคราวทรงแสดงมหาสมัยสูตร ก็มีเทวดาได้บรรลุมรรคผลนับไม่ได้ ในคราวนายสุมนมาลาการบูชาด้วยดอกมะลิ อันเรียกว่าในสมาคมแห่งสุมนมาลาการ และในสมาคมคราวทรงแสดงเรื่องอานันทเศรษฐี ในสมาคมคราวโปรดชัมพุกาชีวก

    ในสมาคมคราวมัณฑุกเทพบุตรลงมาเฝ้า ในสมาคมคราวมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลงมาเฝ้าคราวสมาคมนางสุรสานครโสเภณี และนางสิริมานครโสเภณี ธิดาช่างทอหูก ( เปสการี ) นางจูฬสุภัททา สาเกตพราหมณ์ อาฬาหณทัสสนะ สุนาปรันตปะ สักกปัญหา ติโลกุฑฑสูตร มีผู้บรรลุมรรคผลถึง   ๘๔,๐๐๐ คน

   พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในโลก อันมีใน   ๑๖ ชนบทนั้น หรือไม่ว่าประทับอยู่ในที่ใด ๆโดยมากมีเทพยดามนุษย์ สำเร็จนิพพานในที่นั้น ๆ คราวละ   ๒ - ๓ ตลอดถึงคราวละแสนเทพยดามนุษย์เหล่านั้น เป็นพวกคฤหัสถ์ทั้งนั้น ขอถวายพระพร "

    พระเจ้ามิลินท์ตรัสแย้งว่า

   " ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าคฤหัสถ์สำเร็จนิพพานได้ ธุดงคคุณ ๑๓ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าหากว่าความเจ็บไข้หายไปได้ด้วยการร่ายมนต์ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับ ยาถ่ายและคนผู้มีความรู้ ถ้าปราบศัตรูได้ด้วยกำปั้น  ดาบ  หอก  แหลน  หลาว  เกาทัณฑ์   ธนู  หน้าไม้  ค้อนเหล็กไม้ค้อน  ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

    ถ้าขึ้นต้นไม้ได้ด้วยการผูกไม้หรือกิ่งไม้ ที่เป็นข้อเป็นปมคด ๆ งอ ๆ เป็นโพรงได้   ก็ไม่จำเป็นอะไรกับการที่จะแสวงหาบันไดยาว ๆ ถ้าธาตุจะเสมอดีได้ด้วยการนอนตามพื้นดิน ก็ไม่จำอะไรกับการแสวงหาที่นอนที่สุขสบายดี ถ้าสามารถเดินผ่านพ้นทางที่มีอันตรายลำพังผู้เดียวได้  ก็ไม่จำเป็นอะไรกับการแสวงหาพรรคพวกที่มีศาตราวุธ

   ถ้าสามารถข้ามแม่น้ำไปได้ด้วยแขนของตน ก็ไม่จำเป็นอะไรกับการแสวงหาสะพานหรือเรือ ถ้าการกินอยู่ของตนมีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องเที่ยวขอผู้อื่น ถ้าได้น้ำในที่ไม่มีห้วงน้ำแล้ว ก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะขุดบ่อน้ำ  หนองน้ำ   สระน้ำ  ข้อความเหล่านี้ฉันใด

   ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าคฤหัสถ์สำเร็จนิพพานได้ ก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องถือธุดงคคุณ "