" ขอถวายพระพร พญาช้างตัวประเสริฐอันสูง ๗ ศอก ยาว ๙ ศอก
มีลักษณะดีถึง ๑๐แห่ง เป็นเจ้าแห่งฝูงช้างอันมีในธรณี มีตาขาว หางขาว เล็บขาว เหมือนกับสีหมอก และเหมือนกับเศวตฉัตร เหมือนกับวิมานขาว มีกายเต็มไม่บกพร่อง มีอายตนะครบบริบูรณ์ ดูงามเหมือนยอดเขา อันมีหมู่ไม้ขึ้นสะพรั่ง
พญาช้างนั้นอาจกำจัดข้าศึกทั้งปวงได้ มีกายใหญ่โต มีงางอกงามดังงอนไถ มีฤทธิ์ กล้าหาญ ชำนาญในการที่จะทนเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เป็นพญาช้างหนุ่ม แต่ละเสียซึ่งที่อยู่ของตนเที่ยวไปแสวงหาอาหารในป่าตามสบายใจ เวลาคนทั้งหลายได้เห็นรอย ก็รู้ด้วยอนุมานว่า เป็นรอยพญาช้างฉันใด พระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนกับช้างฉันนั้น
เพราะเหตุว่า รอยพระพุทธเจ้ามีลักษณะประเสริฐถึง ๑๐๘ ประการ พระพุทธเจ้านั้นเปรียบด้วยพญาราชสีห์ก็ได้ เปรียบด้วยโคอสุภราชก็ได้ เพราะพระองค์ทรงพร้อมด้วย พระคุณธรรมทั้งปวง พระองค์ทรงสละพระนครกบิลพัสดุ์ อันเป็นพระนครที่น่ายินดีเสียแล้ว เที่ยวแสวงหาทางธรรม ได้สำเร็จพระธรรมแล้ว ก็ทรงแสดงรอยพระบาท คือ โพชฌงค์ ๗ ไว้
รอยพระบาทเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นรอยล้ำเลิศ ทำให้เกิดผลอันเลิศนานาประการ ด้วยเหตุการณ์อันนี้ ก็ควรรู้ด้วยอนุมานว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่เป็นแน่ ขอถวายพระพร "
" ข้าแต่พระนาคเสน น่าอัศจรรย์ เพราะรอยพญาช้างไม่ตั้งอยู่นาน ปรากฏอยู่เพียง ๕-๖เดือนเท่านั้น นอกนั้นก็ลบเลือนไป
ส่วนรอยพระบาท คือพระธรรมของพระพุทธเจ้า ยังปรากฏอยู่ในโลกกระทั่งทุกวันนี้ แต่ขอจงแสดงซึ่งกำลังของพระพุทธเจ้า ให้ยิ่งขึ้นไปอีกตามเหตุการณ์ "
อุปมาพญาราชสีห์
" ขอถวายพระพร พญาราชสีห์ไม่มีความสะดุ้งกลัวสิ่งใดฉันใด พระพุทธเจ้าก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อสิ่งใดฉันนั้น พญาราชสีห์เป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งหลายฉันใด พระพุทธเจ้าก็เป็นใหญ่กว่าคณาจารย์ทั้งหมดฉันนั้น
เสียงพญาราชสีห์ ย่อมเป็นที่สะดุ้งกลัวของสัตว์เหล่าอื่น แต่เป็นที่ยินดีของหมู่ราชสีห์ด้วยกันฉันใด เสียงแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เป็นที่สะดุ้งกลัวแก่พวกเจ้าลัทธิ แต่ทำให้เกิดความโสมนัสยินดีแก่พวกมีความเลื่อมใสศรัทธาฉันนั้น
ด้วยเหตุนี้ ก็ควรทราบว่าพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งคุณอันหาที่สุดมิได้ ขอให้มหาบพิตรทรงเข้าพระทัยเถิดว่า เมื่อคนทั้งหลาย ได้เห็นเนื้อและนก สะดุ้งกลัวด้วยเสียงราชสีห์ก็รู้ได้ด้วยอนุมานว่า พวกเดียรถีย์ก็สะดุ้งกลัวพระธรรมของพระพุทธเจ้าฉันนั้น ขอถวายพระพร "
" ข้าแต่พระนาคเสน เป็นอันว่าพระพุทธเจ้า ได้ทรงบรรลือพระสุรเสียง คือการทรงแสดงพระธรรมไว้ให้พวกเดียรถีย์ สะดุ้งกลัวกระทั่งทุกวันนี้ แต่ขอจงแสดงกำลังของพระพุทธเจ้าให้ยิ่งขึ้นไปอีก "
อุปมาแม่น้ำใหญ่
" ขอถวายพระพร แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ ย่อมไหลมาจากป่าหิมพานต์ พัดเอาสัตว์และสิ่งของต่าง ๆ ลงไปสู่มหาสมุทร คนทั้งหลายก็รู้ว่า เป็นกระแสแม่น้ำใหญ่ฉันใด
ธรรมนทีของพระพุทธเจ้าก็พัดเอาหมู่สัตว์ ให้ไหลเข้าไปสู่สาครอันประเสริฐ คือนิพพานฉันนั้น ด้วยเหตุอันนี้ก็ควรรู้ด้วยอนุมานว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ประกอบด้วยพระคุณธรรมทั้งปวง
ขอมหาบพิตรจงทรงจำไว้ว่า เมื่อบุคคลได้เห็นเปือกตมโคลนเลนติดค้างอยู่ตามยอดไม้ก็รู้ได้ว่ามีน้ำใหญ่ท่วมมาฉันใด เวลาได้เห็นเทพยาดามนุษย์ ผู้ทิ้งเปือกตมคือกิเลสไว้ในโลกก็ควรรู้ได้ด้วยอุปมาว่า พระธรรมนทีอันใหญ่ของพระพุทธเจ้า ได้พัดพาเอาสัตว์โลกไปฉันนั้น ขอถวายพระพร "
" ข้าแต่พระนาคเสน พระธรรมนทีของพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงตกแต่งไว้เพื่อให้พัดพาเอากิเลสไปมีอยู่หรือ ?"
" มีอยู่ ขอถวายพระพร"
" ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ยิ่งขึ้นไป "
อุปมากลิ่นดอกไม้
" ขอถวายพระพร เมื่อลมพัดเอากลิ่นดอกไม้ไปถึงไหน ก็หอมไปถึงนั้น แต่ว่าหอมไปได้ตามลมเท่านั้น หอมทวนลมไปไม่ได้ ส่วนกลิ่นธรรมของพระพุทธเจ้า ย่อมหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลม ด้วยเหตุนี้ก็ควรรู้ ด้วยอนุมานว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่
ขอได้โปรดใส่พระทัยว่า คนทั้งหลายได้กลิ่นหอมมาตามลม ก็รู้ด้วยอนุมานว่า เป็นกลิ่นหอมดอกไม้ฉันใด ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้กลิ่นหอมของศีล ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ก็รู้ได้ด้วยอนุมานว่า พระพุทธเจ้าผู้เยี่ยมมีอยู่ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่อาจแสดงให้สิ้นสุดกำลังของพระพุทธเจ้าได้ด้วยเหตุตั้งพันจะอ้างเหตุอย่างไรก็ได้ เพราะว่าพระคุณธรรมของพระพุทธเจ้ามีมาก หาประมาณมิได้ ข้อนี้ เปรียบเหมือนช่างดอกไม้ผู้ฉลาด เมื่อดอกไม้มีอยู่มาก จะร้อยให้เป็นดอกไม้อย่างไรก็ได้ฉันนั้นขอถวายพระพร "
" ข้าแต่พระนาคเสน เท่าที่พระผู้เป็นเจ้าแสดงกำลังของพระพุทธเจ้ามานี้ ก็เป็นที่พอใจของโยมแล้ว โยมสบายใจด้วยการแก้ปัญหาอันวิจิตรยิ่งแล้ว "
อธิบาย
ขอแปลคำจากอุปมา ตลาดดอกไม้ ดังต่อไปนี้ว่า
อนิจจสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร
อนัตตสัญญา หมายความไม่มีตัวตน
อสุภสัญญา หมายความไม่งามแห่งกาย
อาทีนวสัญญา หมายโทษแห่งกายคือความเจ็บป่วยเป็นต้น
ปหานสัญญา หมายเพื่อละความยึดถือ
วิราคสัญญา หมายละความกำหนัดยินดี
นิโรธสัญญา หมายความดับตัณหา
สัพพโลเกอนภิรตสัญญา หมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง
สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา หมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งหลาย
อัฏฐกสัญญา หมายร่างที่มีแต่กระดูก
ปุฬุวกสัญญา หมายซากศพที่มีหมู่หนอนชอนไช
วินีลกสัญญา หมายซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
วิจฉิททกสัญญา หมายซากศพที่ขาดเป็นท่อน
วิปุพพกสัญญา หมายซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
อุทธุมาตกสัญญา หมายซากศพที่พองขึ้นอืด
วิกขายิตกสัญญา หมายซากศพที่ถูกสัตว์แทะกินไปบ้างแล้ว
หตวิกขิตตกสัญญา หมายซากศพที่เละเทะกระจัดกระจาย
โลหิตกสัญญา หมายซากศพที่เปละเปื้อนด้วยเลือด
ส่วนใน โลกุตตรผล อันมี
สุญญตผลสมาบัติ คือสมาบัติที่ว่างจากกิเลสเป็นผล
อนิมิตตผลสมาบัติ คือสมาบัติที่ไม่มีนิมิตจากกิเลสเป็นผล
อัปปณิหิตผลสมาบัติ คือสมาบัติที่ไม่ปรารถนากิเลสเป็นผล
อเนญชผลสมาบัติ คือสมาบัติที่ไม่หวั่นไหวจากกิเลสเป็นผล
อุเบกขาผลสมาบัติ คือสมาบัติที่วางเฉยจากกิเลสเป็นผล
และในข้อ สมาธิรัตนะ แปลคำว่า
สุญญตสมาธิ คือสมาธิที่พิจารณาอนัตตาว่างจากตัวตน
อนิมิตตสมาธิ คือสมาธิที่พิจารณาอนิจจัง ไม่ถือนิมิตในร่างกาย
อัปปณิหิตสมาธิ คือสมาธิที่พิจารณาทุกขังไม่ปรารถนาในร่างกาย
และคำว่า
กามวิตก คือคิดในกามคุณ
พยาบาทวิตก คือคิดปองร้ายผู้อื่น
วิหิงสาวิตก คือคิดเบียดเบียนผู้อื่น ดังนี้
คำว่า พระพุทธวจนะ หรือ พระไตรปิฏก อันประกอบด้วยองค์ ๙ คือ
สุตตะ ได้แก่อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรต่าง ๆ
เคยยะ คือพระสูตรที่ประกอบด้วยคาถาทั้งหลาย
เวยยากรณะ คือพระอภิธรรมปิฏกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธวจนะที่ไม่ได้จัดเข้าในองค์ ๘ ได้ชื่อว่าเวยยากรณะทั้งหมด
คาถา คือพระธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วน ๆ ที่ไม่มีชื่อว่า สูตรในสุตตนิบาต
อุทาน คือพระสูตร ๘๒ สูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งด้วยโสมนัสญาณ
อิติวุตตกะ คือพระสูตร ๑๑๐ สูตรที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า " ข้อนี้สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ชาดก เป็นการแสดงเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า มีทั้งหมด ๕๕๐ เรื่อง
อัพภูตธรรม คือพระสูตรที่ประกอบพร้อมด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรมทั้งหมด
เวทัลละ คือระเบียบคำที่ผู้ถามได้ความรู้แจ้งและความยินดี แล้วถามต่อ ๆ ขึ้นไป