ปัญหาที่ ๘
(ต่อ)
อุปมาธรรมนคร

                 ขอถวายพระพร ในธรรมนครของพระพุทธเจ้านั้น
มีแต่บุคคลผู้วิเศษทั้งนั้น คือ มีแต่พระธรรมกถึก พระวินัยธร พระผู้ทรงพระสูตร พระผู้ทรงพระอภิธรรม พระผู้ทรงชาดก พระผู้ทรงนิกายทั้ง ๕  พระผู้สมบูรณ์ด้วยศีล  สมาธิ   ปัญญา  ยินดีในโพชฌงคภาวนาเป็นพระวิปัสสนา

    เป็นผู้ประกอบประโยชน์ของตน และผู้อยู่ในป่าช้า ผู้อยู่ตามลอมฟาง ผู้ถือธุดงค์ต่าง ๆ ผู้ได้สำเร็จมรรคผลคุณวิเศษต่าง ๆทั้งนั้น ผู้ปราศจากราคะ  โทสะ โมหะ  ไม่มีอาสวะ  ไม่มีตัณหาไม่มีอุปาทาน   ย่อมอยู่ในธรรมนคร

    ผู้ไกลจากกิเลส ผู้พ้นจากกิเลส ผู้เจริญฌาน ผู้มีเครื่องนุ่งห่มเศร้าหมอง ผู้ยินดีอยู่ในป่า ก็มีอยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้ไม่นอนได้แต่นั่ง ผู้อยู่ในป่าช้า ผู้มีแต่ยืนกับเดิน ผู้ใช้ผ้าบังสุกุล ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้ใช้เฉพาะไตรจีวรมีพระธรรมขันธ์เป็นที่ ๔ ผู้ยินดีในอาสนะเดียว ผู้รู้แจ้ง ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น

    ผู้ยินดีในฌาน ผู้มีจิตสงบ ผู้มีจิตตั้งมั่น ผู้ปรารถนาความไม่มีสิ่งใด ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้นผู้ได้มรรคผล ผู้ยังศึกษาอยู่ ผู้ยังหวังผลสูงสุดอยู่ ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้เป็นพระโสดาบันสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็มีอยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ยินดีในโพชฌงค ภาวนา ผู้เห็นแจ้งธรรมต่าง ๆ ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น

    ผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา ประกอบสัมมัปปธานเนือง ๆ ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้สำเร็จอภิญญา ผู้ยินดีในปีติ และโคจรผู้เที่ยวไปในอากาศ ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น ผู้ทอดจักษุลงเบื้องต่ำ ผู้พูดน้อย ผู้สำรวม รักษาทวาร ผู้ฝึกตนดี ผู้มีธรรมสูงสุด ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น  ผู้สำเร็จวิชชา ๓  อภิญญา ๖  อิทธิฤทธิ์  ปัญญา   ก็อยู่ในธรรมนครทั้งนั้น

    ขอถวายพระพร พระภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงญาณอันประเสริญหาประมาณมิได้ ผู้ไม่มีเครื่อง ข้อง ผู้มีคุณชั่งไม่ได้ ผู้ทรงไว้ซึ่งคุณและยศ ผู้ทรงสิริ ผู้ทรงกำจัด ผู้ทรงเชาว์ ผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ทรงแสงสว่าง ผู้ทรงมติ ผู้ทรงวิมุตติ ผู้ทรงธรรม ผู้ทรงพระธรรมจักร ผู้สำเร็จปัญญา เรียกว่า " เป็นธรรมเสนาบดี " ในธรรมนคร

    พระภิกษุทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์ ผู้ได้ปฏิสัมภิทา ผู้มีเวสารัชชญาณ ผู้ทรงไว้ซึ่งคุณผู้เข้าใกล้ได้ยาก ผู้เที่ยวไปไม่มีห่วง ผู้ทำแผ่นดินให้ไหว ลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ได้ ผู้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้เรียกว่า " ธรรมปุโรหิต " ในธรรมนคร

    พวกประพฤติธุดงค์ พวกมักน้อย พวกสันโดษ พวกเกลียดการแสวงหาที่ไม่ชอบธรรมพวกถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นกิจวัตร ผู้เกลียดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ผู้อยู่ในที่สงัดผู้ไม่ห่วงใยในกายและชีวิต ผู้ถึงพระอรหันต์ ผู้ไม่ทิ้งธุดงค์ เรียกว่า " ธัมมักขทัสสนา " คือเป็น ผู้ว่ากล่าวผู้น้อยผู้ใหญ่ อยู่ในธรรมนคร

    ผู้บริสุทธิ์ ผู้ฉลาดในการตายการเกิด ผู้ได้ทิพจักขุ เรียกว่า " พวกโซตกา " คือพวกนั่งยามตามไฟ ตรวจตราไปในธรรมนคร

    พวกเป็นพหูสูตร มีอาคม ทรงธรรม วินัย ทรงมาติกา ฉลาดในอักขระน้อยใหญ่และเสียงหนัก เสียงเบา เสียงยาว เสียงสั้น ผู้ทรงไว้ซึ่งศาสนาประกอบด้วยองค์ ๙ เรียกว่า "ธรรมรักขา"คือผู้รักษาธรรมในธรรมนคร ผู้แตกฉานในพระธรรมวินัย เรียกว่า "รูปทักขา" คือเป็นคนทายลักษณะในธรรมนคร

    ผู้สำเร็จอริยสัจ ๔  เรียกว่า "ผลาปณิกา"   คือชาวร้านขายดอกไม้ในธรรมนคร

    ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เรียกว่า "คันธาปณิกา" คือชาวร้านขายของหอมในธรรมนคร

    ผู้ยินดีในพระธรรม ผู้ถือธุดงค์ ผู้มั่นในกถาวัตถุ ๑๐  เรียกว่า "นักดื่ม" ในธรรมนคร

    ผู้ประกอบความเพียรเพื่อป้องกันกิเลสเรียกว่า "ผู้รักษานคร" ในธรรมนคร

    ผู้บอกกล่าวสั่งสอนซึ่งธรรม เรียกว่า "ธัมมาปณิก"

    ผู้ออกตลาดพระธรรมในธรรมนคร ผู้กินพระธรรม ผู้ทรงไว้ซึ่งพระธรรมคำสอนมาก ผู้แทงตลอดซึ่งลักษณะแห่งสระ พยัญชนะในพระธรรม ผู้รู้แจ้งพระธรรม เรียกว่า "ธรรมเศรษฐี"ในธรรมนคร

    ผู้แทงตลอดซึ่งการแสดงธรรมอย่างสูง ผู้สะสม ผู้แจก ผู้แสดงออกซึ่งอารมณ์ ผู้สำเร็จคุณคือการศึกษา เรียกว่า "อสสรธัมมิกา" คือเป็นอาลักษณ์และราชบัณฑิตในธรรมนคร

    เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าทรงสร้างธรรมนครไว้ดีอย่างนี้แล้ว จึงทำให้รู้ได้ว่า พระพุทธเจ้านั้นมีอยู่เหมือนกับเมื่อเห็นนครมีอยู่ ก็ต้องรู้ว่านายชั่งผู้สร้างนครก็ต้องมีอยู่ฉะนั้น ขอถวายพระพร "

    " ข้าแต่พระนาคเสน พระภิกษุทั้งหลาย ผู้มีกำลังปัญญาดีอย่างพระพุทธเจ้า อาจสร้างธรรมนครได้ แต่ยังเชื่อได้ยากว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่ ขอจงอุปมาให้ยิ่งขึ้นไป "