ปัญหาที่ ๘
ถามเรื่อง
สิ่งที่ควรรู้ด้วยอนุมาน

                 ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ผู้ตั้งอยู่ใน สาราณียธรรม
(ข้อปฏิบัติที่ทำให้ระลึกถึงกัน) กับผู้เป็นปราชญ์ด้วยกันแล้ว มีพระราชประสงค์จะทรงทราบ ทรงสดับ ทรงจำไว้ ทรงเห็น แสงสว่างแห่งญาณ ทรงทำลายความไม่มีญาณ ทรงทำให้ญาณเกิดขึ้น ทำให้อวิชชาหมดไป

    ก้าวล่วงเสียซึ่งกระแสสงสาร ตัดเสียซึ่งกระแสตัณหาทรงปรารถนาจะถึงนิพพาน จะถูกต้องนิพพาน จึงทรงปลุกฉันทะความพอใจ ความเพียร ปัญญา อุสาหะ ตั้งสติสัมปชัญญะให้แรงขึ้นเต็มที่ แล้วจึงถามพระนาคเสนเถระต่อไปว่า

    " ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้เห็น พระพุทธเจ้าหรือไม่ ? "

    " ขอถวายพระพร ไม่ได้เห็น "

    " ก็อาจารย์ของพระผู้เป็นเจ้าได้เห็นหรือไม่ ? "

    " ขอถวายพระพร ไม่ได้เห็น "

    " ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่เห็น อาจารย์ก็ไม่เห็น พระพุทธเจ้าก็เป็นอันไม่มี "

   " ขอถวายพระพร กษัตริย์ทั้งหลายในปางก่อน ที่เป็นต้นวงศ์กษัตริย์มี อยู่หรือไม่ ? "

    " มีอยู่ พระผู้เป็นเจ้า "

    " ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้ทรงเห็นหรือไม่ ? "

   " ไม่เห็นพระผู้เป็นเจ้า "

    " พวกปุโรหิต เสนาบดี มหาอำมาตย์ ราชบริพารของมหาบพิตร ได้เห็นหรือไม่ ? "

   " ไม่ได้เห็น พระผู้เป็นเจ้า "

   " ขอถวายพระพร ถ้าไม่มีผู้ได้เห็น กษัตริย์ก่อน ๆ ก็ต้องไม่มี "

    " มี พระผู้เป็นเจ้า เพราะเครื่องราชูปโภคของกษัตริย์ก่อน ๆมีอยู่ คือ เศวตฉัตร พระมงกุฏพัดวาลวิชนี ที่บรรทม พระขรรค์แก้ว อันทำให้โยมเชื่อว่ากษัตริย์ก่อน ๆ มีอยู่ "

   " ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ธรรมพุทธบริโภคของพระพุทธเจ้ามีอยู่ คือ สติปัฏฐาน๔ สัมมัปปธาน ๔ อิธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์๘ ซึ่งทำให้รู้ว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่

   พระพุทธเจ้านั้น บุคคลควรรู้ว่ามีอยู่ด้วยเหตุอันนี้ ด้วยปัจจัยอันนี้ ด้วยนัยอันนี้ ด้วยอนุมานอันนี้ "

   " ข้าแต่พระนาคเสน ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมา "

   " ขอถวายพระพร นายชั่งผู้จะสร้างพระนคร ยอมพิจารณาภูมิประเทศเสียก่อน เห็นว่าที่ใดเป็นที่เสมอ ไม่ลุ่มไม่ดอน ไม่มีหินมีกรวด ไม่มีเครื่องรบกวน ไม่มีโทษ เป็นที่น่ายินดี แล้วจึงทำพื้นที่นั้นให้ราบคาบ เพื่อให้ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ แล้วจึงสร้างพระนคร อันสวยงามลงในที่นั้น

    การสร้างพระนครนั้น ได้แบ่งแยกเป็นส่วย ๆ มีคูและกำแพงล้อมรอบ มีป้อมประตูมั่นคงมีถนน ๔ แพร่ง ๓ แพร่ง มีถนนหลวง อันมีพื้นที่สะอาดเสมอดี มีตลาดค้าขาย มีสวนดอกไม้ผลไม้ บ่อน้ำ สระน้ำ ท่าน้ำ ไว้เป็นอันดี เมื่อพระนครนั้นสำเร็จพร้อมทุกประการแล้ว นายช่างก็ไปสู่ที่อื่น

    ต่อมาภายหลัง พระนครนั้นก็เจริญกว้างขวางขึ้น บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร เกษมสุขสำราญ มีผู้คนเกลื่อนกล่น มากไปด้วยกษัตริย์ พราหมณ์ เวศย์ ศูทร นายช้าง นายม้า นายรถ พลเดินเท้า นายขมังธนู หมู่บัณเฑาก์และกระเทย ลูกอำมาตย์ ลูกหลวง พลโยธาที่แกล้วกล้าสามารถลูกทาส ลูกคนรับจ้าง พวกนักมวย

   ช่างต่าง ๆ ช่างตัดผม ช่างทำผง ช่างดอกไม้ ช่างทอง ช่างเงิน ช่างดีบุค ช่างทองเหลืองทองแดง ช่างเหล็ก ช่างแก้ว ช่างไม้ถือ ช่างไม้ค้อน ช่างเกราะ ช่างตุ้มหู ช่างเจียระไน ช่างขัดเกลา ช่างทำเงินมาสก

   ช่างหูก ช่างหม้อ ช่างคทา ช่างหอก ช่างแกะ ช่างหนัง ช่างเชือก ช่างทำฟัน ช่างหวี ช่างด้าย ช่างหญ้า ช่างทราย ช่างดินเหนียว ช่างดาบ ช่างหอก ช่างหลาว ช่างเกาทัณฑ์ ช่างผ้ากัมพล ช่างดอกไม้ เป็นต้น

   ช่างผู้ฉลาดได้สร้างเมืองไว้อย่างนี้ฉันใด พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ ผู้ล้ำเลศผู้ไม่มีใครเหมือน ผู้ชั่งพระคุณไม่ได้ ผู้นับพระคุณไม่ได้ ผู้ประมาณพระคุณไม่ได้ ผู้บริสุทธ์ด้วยพระคุณ ผู้มีพระปรีชา พระเดช พระกำลัง พระวิริยะ หาที่สุดมิได้

   ผู้ถึงความสำเร็จแห่งกำลังของพระพุทธเจ้า ทรงทำลายมารพร้อมทั้งเสนา ทำลายข่ายคือทิฏฐิ ทำลายอวิชชา ทำให้วิชชาเกิด ทรงไว้ซึ่งพระธรรมจักร สำเร็จพระสัพพัญญุตญาณ ชนะสงครามทั้งสิ้นแล้ว ก็ได้ทรงสร้างธรรมนครไว้ฉันนั้น

   ธรรมดานครของพระพุทธเจ้านั้น มีศีลเป็นกำแพง มีหิริเป็นคูน้ำรอบ มีสติเป็นนายประตูมีพระปรีชาญาณเป็นซุ้มประตู มีพระวินัยเป็นป้อม มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด มีปัญญาเป็นปราสาท มีพระสูตรเป็นทางไปมา มีพระอภิธรรมเป็นทาง ๓ แพร่ง ๔ แพร่ง มีพระวิริยะเป็นโรง วินิจฉัย

   มีสติปัฏฐานเป็นวิถี สองข้างวิถีคือ สติปัฏฐานนั้น เต็มไปด้วยตลาดดอกไม้ ตลาดของหอม ตลาดผลไม้ ตลาดยาแก้พิษ ตลาดยาทั่วไป ตลาดยาอมฤต ตลาดรัตนะ ตลาดสิ่งทั้งปวง"

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ตลาดดอกไม้ ได้แก่อะไร "

   " ขอถวายพระพร ตลาดดอกไม้ ได้แก่ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา อัฏฐิกสัญญา ปุฬุวกสัญญา วินีลกสัญญา วิจฉิททกสัญญา วิปุพพกสัญญา อุทธุมาตกสัญญา วิกขายิตกสัญญา หตวิกขิตตกสัญญา โลหิตกสัญญา อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ

   เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง การจำแนกอารมณ์เหล่านี้ไว้แล้ว ผู้อยากพ้นจากชรามรณะ ก็ถือเอาอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ในอารมณ์เหล่านี้ แล้วก็จะพ้นจากราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ข้ามสงสารไปได้ กั้นกระแสตัณหาได้ ตัดความสงสัยได้ ฆ่ากิเลสทั้งปวงได้

   แล้วเข้าไปสู่พระนครคือ นิพพาน อันไม่มัวหมอง ไม่มีธุลี เป็นของบริสุทธิ์ เป็นของขาวเป็นของไม่รู้เกิด ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตาย เป็นสุข เป็นเมืองเย็น เป็นเมืองไม่มีภัย เป็นเมืองอันสูงสุด

   เป็นอันว่า บุคคลถือเอาทรัพย์อันเป็นมูลค่าเข้าไปสู่ตลาด ซื้อเอาดอกไม้ คืออารมณ์ เหล่านั้นแล้วก็พ้นจากทุกข์ ขอถวายพระพร "

    " สมควรแท้ พระนาคเสน "

   " ข้าแต่พระนาคเสน แล้วก็ ตลาดของหอม ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่สิ่งใด ? "

    " ขอถวายพระพร ได้แก่ ศีล คือพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกศีล อันมีกลิ่นหอมไปทั่วทิศทั้งปวงไว้เป็นหลายประเภท มีพระไตรสนณคมน์เป็นเบื้องต้น และศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีลอันนับเข้าในอุเทส ๕ ศีลอันนับเข้าในพระปาฏิโมกข์ อันนี้แหละเป็นตลาดของหอมของพระพุทธเจ้า

    ข้อนี้สมกับที่สมเด็จพระชินสีห์ตรัสไว้ว่า

    กลิ่นดอกไม้ กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา กลิ่นดอกมะลิ ย่อมทวนลมไปไม่ได้ ส่วนกลิ่นของสัปปุรุษทั้งหลาย ย่อมหอมทวนลมไปได้

    สัปปุรุษย่อมมีกลิ่นหอมไปตลอดทิศทั้งปวง กลิ่นศีล เยี่ยมกว่ากลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณากลิ่นดอกอุบล เพราะกลิ่นหอมของเหล่านี้มีประมาณเล็กน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลายย่อมหอมฟุ้งขึ้นไปถึงเทวโลก ดังนี้ ขอถวายพระพร "

   " ชอบแล้ว พระนาคเสน "

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดผลไม้ ของพระพุทธเจ้าได้แก่อะไร ? "

    " ขอถวายพระพร ได้แก่ โลกุตตรผล ที่สูงขึ้นไปกว่ากันเป็นชั้น ๆ คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามีผล อนาคามีผล อรหัตตผล สุญญตผลสมาบัติ อนิมิตตผลสมาบัติ อัปปณิหิตผลสมา บัติ อเนญชผลสมาบัติ อุเบกขาผลสมาบัติ

    ผู้ใดต้องการผลใด ๆ ถือเอามูลค่าแล้วก็ซื้อเอาผลนั้น ๆ ได้ตามต้องการ เหมือนกับผู้ต้องการผลมะม่วงชนิดใด ๆ ก็ซื้อเอาผลอันไม่รู้จักตายของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นสุขตลอดไป ขอถวายพระพร "

    " ข้อนี้ก็ชอบแล้ว พระนาคเสน "

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดยาแก้พิษงู ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่อะไร ? "

    " ขอถวายพระพรได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เพราะผู้รู้แจ้งอริยสัจ ๔แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง มีความเกิดเป็นทุกข์ เป็นต้น เป็นอันว่าบุคคลเหล่าใด ถูกพิษงูแล้ว ดื่มยาแก้พิษงูของพระพุทธเจ้า คือพระธรรม บุคคลเหล่านั้นก็สิ้นพิษงู ขอถวายพระพร "

    " ข้อนี้ก็ชอบแล้ว พระนาคเสน "

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดยาแก้เจ็บไข้ทั่วไป ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่อะไร ? "

    " ขอถวายพระพร ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ยาอื่นที่มีดาษดื่นอยู่ในโลกเสมอด้วยยาคือพระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มี

    พระพุทธเจ้า ได้ทรงตั้งตลาดยาไว้อย่างนี้แล้ว ผู้ที่ได้ดื่มยาของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นสุขมหาบพิตร เคยได้สดับหรือไม่ว่า มีผู้ทูลถามตามลัทธิของตน พระพุทธเจ้าก็ทรงแก้ได้สิ้น ? "

   " เคยได้สดับ พระผู้เป็นเจ้า "

   ขอถวายพระพร เทพยดามนุษย์ที่ได้สดับการแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ดื่มโอสถคือพระธรรมแล้ว ก็ไม่แก่ไม่ตายได้ถูกต้องนิพพานแล้ว ก็ดับทุกข์ร้อนทั้งปวง ขอถวายพระพร "

    " ข้อนี้ก็ชอบแล้ว พระนาคเสน "

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดยาอมฤต ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่อะไร ? "

    " ขอถวายพระพร ได้แก่ กายคตาสติ ที่เทพยดามนุษย์ได้ดื่มแล้ว ก็หลุดพ้นจากการเกิดแก่ ตาย โศกเศร้า รำพัน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ ทั้งสิ้น เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงเห็นประชุมชนเกิดโรคต่าง ๆ จึงได้ทรงตั้งตลาดยาอมฤต คือ ไม่รู้จักตายไว้ ขอถวายพระพร "

    " ข้อนี้ก็สมควรแล้ว พระนาคเสน "

    " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดรัตนะ ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่อะไร ? "

   ขอถวายพระพร ได้แก่ ศีลรัตนะ สมาธิรัตนะ ปัญญารัตนะ วิมุตติรัตนะ วิมุตติญาณทัสสนรัตนะรัตนะ ปฏิสัมภิทารัตนะ โพชฌงครัตนะ อันทำให้โลกทั้งสิ้นสว่างไสว

    ศีลรัตนะ นั้นได้แก่อะไร...ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีลปัจจยสันนิสิตศีล จูฬศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มรรคศีล ผลศีล

    สมาธิรัตนะ นั้นได้แก่ สมาธิอันมีทั้งวิตกวิจาร ๑ สมาธิอันไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิอันไม่มีทั้งวิตกวิจาร ๑ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑ อัปปณิหิตสมาธิ ๑

   ภิกษุได้แก้วคือสมาธินี้แล้ว ย่อมกำจัด กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เสียได้กำจัดมานะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา กิเลส ทั้งปวงเสียได้ สิ่งเหล่านั้นไม่ติดค้างอยู่ในใจ เหมือนกับน้ำไม่ติดอยู่ที่ใบบัวฉะนั้น

    ปัญญารัตนะ นั้นได้แก่ การรู้ตามเป็นจริงซึ่งสิ่งที่เป็นกุศล เป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษควรประพฤติ ไม่ควรประพฤติ เลว ดี ดำ ขาว ทั้งดำ ทั้งขาว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

   ผู้ที่ได้แก้วคือปัญญาแล้ว ย่อมไม่ติดอยู่ในภพ ไม่ยินดีในภพ ย่อมได้ถูกต้องสิ่งที่ไม่รู้จักตายโดยเร็วพลัน

    วิมุตติรัตนะ ได้แก่ความเป็นพระอรหันต์ อันหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวง

    วิมุตติญาณทัสสนรัตนะ ได้แก่การพิจารณาเห็นซึ่งความหลุดพ้นจากกิเลส ปฏิสัมภิทารัตนะ ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา อันทำให้แกล้วกล้าในที่ทั้งปวง

    โพชฌงครัตนะ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ขอถวายพระพร "

   " ข้าแต่พระนาคเสน ตลาดสิ่งทั้งปวง ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่อะไร ? "

    " ขอถวายพระพร ได้แก่พระพุทธวจนะ อันประกอบด้วยองค์ ๙ และพระบรมสารีริกธาตุบริโภคเจดีย์ พระสังฆรัตนะ ชาติสมบัติ โภคสมบัติ อายุสมบัติ อาโรคยสมบัติ วัณณสมบัติปัญญาสมบัติ ญาณสมบัติ มานุสิกสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ มีอยู่ในตลาดนี้ทั้งสิ้น

    บุคคลย่อมซื้อเอาได้ด้วยทรัพย์คือศรัทธา ผู้ซื้อเอาสมบัติเหล่านี้ ได้ด้วยทรัพย์คือศรัทธาก็ มีความสุขตลอดไป