" ข้าแต่พระนาคเสน หญิงชายทั้งหลายในโลกนี้
ย่อมฝันเห็นสิ่งต่าง ๆ ดีก็มี ไม่ดีก็มีเคยเห็นก็มี ไม่เคยเห็นก็มี ปลอดภัยก็มี มีภัยก็มี
" ควรทำก็มี ไม่ควรทำก็มี อยู่ไกลก็มี อยู่ใกล้ก็มี บางทีฝันเห็นสิ่งที่ล่วงมาแล้วตั้งหลายกัป การฝันนั้นเป็นอะไร ใครเป็นผู้เห็น ? "
พระนาคเสนตอบว่า
" ขอถวายพระพร สิ่งใดเข้ามาถึงทางแห่งปฐมจิตดวงแรก สิ่งนั้นชื่อว่า สุบินนิมิต คือ เครื่องหมายแห่งการฝัน ผู้เห็นสุบินนิมิต คือผู้ฝันมีอยู่ ๖ จำพวก ได้แก่จำพวก
ลมกำเริบ ๑ ดีกำเริบ ๑ เสมหะกำเริบ ๑ สิ่งทั้ง ๓ นี้กำเริบ ๑ เทพสังหรณ์ ๑ สิ่งที่เคยประพฤติมาปรากฏ ๑
ในการฝัน ๖ ประการนั้น สิ่งที่เคยประพฤติ คือบุญบาปที่ทำไว้ในปางก่อนมาปรากฏให้เป็นนิมิตเท่านั้น เป็นของจริงเสมอไป นอกนั้นไม่จริง "
" ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ที่ฝันแต่สิ่งที่เคยประพฤติมาปรากฏนั้น จิตของผู้นั้นไปเลือกค้น
นิมิตนั้นเอง หรือว่านิมิตนั้นปรากฏในจิตเอง หรือว่าผู้อื่นแสดงนิมิตให้เห็น? "
" ขอถวายพระพร จิตของผู้นั้นไม่ได้ไปเลือกค้นนิมิตนั้นเอง ผู้อื่นก็ไม่ได้บอกแก่ผู้นั้นนิมิตนั้นเองมาปรากฏในจิต
" ข้อนี้เปรียบเหมือนกระจก คือธรรมดากระจกไม่ได้ไปเลือกค้นเงา ผู้อื่นก็ไม่ได้นำเงาให้ปรากฏในกระจก แต่เงาก็มาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาปรากฏในกระจกฉันใด จิตก็ไม่ได้ไปค้นนิมิตเอง ผู้อื่นก็ไม่ได้มาบอก แต่นิมิตได้มาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาปรากฏในจิตฉันนั้น "
" ข้าแต่พระนาคเสน จิตนั้นฝันเห็นสิ่งใด จิตนั้นรู้หรือไม่ว่าจักมีผล คือความปลอดภัยหรือมีภัยด้วยการฝันเห็นอันนี้ ? "
" ขอถวายพระพร ไม่รู้ แต่ว่าเมื่อนิมิตเกิดขึ้นแล้ว คือฝันเห็นแล้วก็เล่าให้ผู้อื่นฟัง ผู้อื่นก็ช่วยตีความฝันจากนิมิตนั้น "
" ข้าแต่พระนาคเสน ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอ้างเหตุมาแสดง "
" ขอถวายพระพร สมมุติว่ามีเมล็ดดำ ๆ เท่าเมล็ดงาเกิดขึ้นในร่างกาย เพื่อความมีลาภหรือความไม่มีลาภ เพื่อความมียศ หรือความไม่มียศ เพื่อความนินทาหรือสรรเสริญเพื่อทุกข์หรือเพื่อสุข เมล็ดดำ ๆ เท่าเมล็ดงานั้นรู้หรือไม่ว่า เราจักแสดงผลอันนี้ จึงได้เกิดขึ้น ? "
" ไม่รู้ พระผู้เป็นเจ้า ต่อเมื่อพวกเนมิตกาจารย์ได้เห็นถึงจะรู้ "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร จิตที่ฝันเห็นนั้นไม่รู้ว่า จะมีผลอย่างไร ต่อเมื่อฝันเห็นแล้ว ผู้นั้นบอกแก่ผู้อื่น ผู้อื่นจึงช่วยตีความฝันนั้นให้ "
" ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ที่ฝันนั้น ขณะนั้นหลับหรือตื่น ? "
" ขอถวายพระพร เวลาหลับก็ไม่ฝัน ตื่นก็ไม่ฝัน ฝันในระหว่างยังไม่หลับไม่ตื่น คือจิตของผู้นั้นย่างลงสู่ความหลับ จิตลงจากภวังค์แล้วมิได้กลับไปกลับมา ขณะนั้นจะรู้ว่าสุขทุกข์นั้นหามิได้ ความฝันย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่รู้จักสุขทุกข์ ต่อเมื่อจิตประหวัดเป็นไปได้จึงจะฝัน
เงาย่อมไม่ปรากฏในกระจกในที่มืดฉันใด เมื่อจิตไม่กลับไปกลับมา ก็ไม่ฝันฉันนั้น กระจกส่องเป็นฉันใด กายเราก็เป็นฉันนั้น ที่มืดเป็นฉันใด การหลับก็เป็นฉันนั้น แสงแห่งดวงอาทิตย์ฉันใด จิตก็ฉันนั้น
อีกประการหนึ่ง รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ อันหมอกปกคลุมแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ก็มีอยู่นั่นเอง เมื่อหมอกยังไม่จางไป รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏฉันใด จิตที่หลับไปจากภวังค์แล้วมิได้หวั่นไหวไปมา เมื่อจิตมิได้หวั่นไหวไปมาแล้วก็มิได้ฝันฉันนั้น
ดวงอาทิตย์ฉันใด กายเราก็ฉันนั้น เมฆหมอกที่ปกคลุมฉันใด การหลับก็ฉันนั้นรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ฉันใด จิตก็ฉันนั้น
" ขอถวายพระพร ถึงร่างกายมีอยู่ จิตของบุคคลทั้งสองจำพวก คือ
จำพวกที่หลับสนิท กับ จำพวกที่เข้านิโรธสมาบัติ ย่อมไม่หวั่นไหว
เวลาตื่นจิตก็โลเล ขุ่นมัว หวั่นไหว ไม่เป็นปกติ นิมิตก็ไม่มาปรากฏแก่จิต พวกบุรุษที่มุ่งความลับ ย่อมเว้นจากที่แจ้ง ที่ปรากฏเปิดเผย มีผู้คนไปมาฉันใด
เหตุผลอันเป็นทิพย์ ก็ไม่ปรากฏแก่ผู้ตื่นฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ตื่นจึงไม่ฝัน
อีกอย่างหนึ่ง โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายกุศล ย่อมไม่ปรากฏแก่ภิกษุผู้เสียศีลธรรมอันดีฉันใด
เหตุผลอันเป็นทิพย์ ก็ไม่ปรากฏแก่ผู้ตื่นฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ตื่นจึงไม่ฝัน "
" ข้าแต่พระนาคเสน ลักษณะของการหลับมีอยู่ ๓ ประการมิใช่หรือ ? "
" ขอถวายพระพร การหลับมีอยู่ ๓ ประการ คือหลับในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด "
" หลับในเบื่องต้น ท่ามกลาง ที่สุดนั้นเป็นประการใด ? "
" ขอถวายพระพร หลับในเบื้องต้นนั้น ได้แก่การที่กายอ่อนแอ หมดกำลัง ไม่ควรแก่การงาน
หลับท่ามกลางนั้น ได้แก่หลับ ๆ ตื่น ๆ คล้ายกับการหลับแห่งวานร
หลับในที่สุดนั้น ได้แก่จิตลงจากภวังค์เพราะฉะนั้น ผู้หลับท่ามกลาง คือผู้หลับ ๆตื่น ๆ เหมือนกับการหลับแห่งวานรนั้นแหละฝัน
ธรรมดาพระโยคาวจร ผู้มีสมาธิอันได้อบรมแล้ว มีใจมั่นคงแล้ว มีปัญญาไม่วอกแวกเข้าไปอยู่ในที่กลางป่าอันเงียบสงัด เพื่อใคร่ครวญซึ่งอรรถอันสุขุม ย่อมไม่หลับ ก็ย่อมรู้ธรรมอันสุขุม
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ผู้ที่ไม่ใช่ตื่น ไม่ใช่หลับเพียงแต่เข้าถึงการหลับครึ่งๆ กลาง ๆเหมือนกับวานร ย่อมฝันฉันนั้น
เสียงอึกทึกฉันใด ผู้ตื่นก็ฉันนั้น วิเวกฉันใด ผู้หลับดังวานรก็ฉันนั้น ผู้ละความอึกทึกเว้นการหลับมีจิตเป็นอุเบกขา ย่อมรู้ธรรมอันสุขุมได้ฉันใด ผู้ที่ไม่ใช่ตื่น ไม่ใช่หลับ มีอาการหลับดังวานร ก็ฝันเห็นฉันนั้น ขอถวายพระพร "
" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมจะรับถ้อยคำจำไว้ในกาลบัดนี้ "