" ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าท่านที่พวกทายกให้ไปถึงผู้ที่ตายไปแล้ว
พวกที่ตายไปแล้วได้รับผลทานนั้น ผู้ใดฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ มีมือเปื้อนด้วยโลหิต มีใจคิดร้าย ทำกรรมหยาบช้าแล้วอุทิศผลให้แก่พวกที่ตายไปแล้วว่า ผลแห่งกรรมของเรานี้จงไปถึงพวกที่ตายไปแล้วดังนี้ ผลแห่งกรรมนั้นจะถึงพวกที่ตายไปแล้วหรือไม่ ? "
พระนาคเสนตอบว่า
" ไม่ถึง มหาบพิตร "
" เหตุไร พระผู้เป็นเจ้า อกุศลนั้นจึงไม่ไปถึง ? "
" ขอถวายพระพร ธรรมดาอกุศลย่อมไม่มีใครต้องการไม่มีใครอาจทำโลกทั้งสิ้นให้มีรส
ชาติอันเดียวกัน ขอมหาบพิตรอย่าถามอาตมภาพอย่างนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรถามเช่นจะถามว่า
เหตุใดฝักข้าวโพดจึงตั้ง ลูกฟักเขียวจึงห้อย น้ำในคงคาจึงไม่ไหลขึ้นข้างบน มนุษย์กับสัตว์มีปีกจึงมี ๒ เท้า สัตว์ป่าเป็นต้น มี ๔ เท้า ดังนั้น เป็นของไม่ควรถามทั้งนั้น "
" ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่ได้ถามด้วยมุ่งจะทำให้พระผู้เป็นเจ้าลำบากใจ โยมถามด้วยมุ่งให้หมดความสงสัยเท่านั้น พวกมนุษย์เป็นอันมากที่ทำบาป ที่ไม่รู้จักอะไร ย่อมไม่ได้โอกาสที่จะถามพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นโยมจึงถามพระผู้เป็นเจ้าอย่างนี้ "
" ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่อาจจำแนกบาปกรรมให้หมดรวดเดียวได้ด้วยอนุมาน
อันนี้ เหมือนอย่างว่า พวกมนุษย์กระทำให้น้ำไหลไปไกลด้วยรางได้ แต่ว่าอาจทำให้น้ำไหลขึ้นไปสู่ภูเขา ที่เป็นโพรงด้วยรางน้ำได้หรือไม่ ? "
" ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉะนั้นแหละ มหาบพตร อาตมาอาจแบ่งผลกุศลได้ แต่ไม่อาจแบ่งผลอกุศลได้อีกอย่างหนึ่ง ประทีปย่อมลุกโพลงด้วยน้ำมันแต่มหาบพิตรอาจทำให้ประทีปลุกโพลงด้วยน้ำได้หรือไม่ ? "
" ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร อาตมาก็อาจแบ่งผลกุศลได้ แต่ไม่อาจแบ่งผลอกุศลได้ อีกประการหนึ่ง พวกชาวนาย่อมไขน้ำจากเหมืองมาสู่นาทำให้ข้าวงามได้ แต่ว่าอาจไขน้ำมหาสมุทรเข้ามาสู่นา ทำให้ข้าวงามได้หรือไม่ ? "
" ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร อาตมาก็อาจแบ่งผลกุศลได้ แต่ไม่อาจแบ่งผลอกุศลได้"
" ข้าแต่พระนาคเสน เหตุใดจึงว่าอาจแบ่งผลกุศลได้ ไม่อาจแบ่งผลอกุศลได้ ขอจงอ้างเหตุให้โยมเข้าใจ โยมไม่ใช่คนตาบอด ไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องกำหนด โยมได้ฟังแล้วจักเข้าใจได้"
" ขอถวายพระพร บาปมีผลน้อย บุญมีผลมาก อกุศลย่อมให้ผลเฉพาะผู้กระทำเท่านั้นแผ่ผลไปถึงผู้อื่นไม่ได้ ส่วนกุศลย่อมแผ่ผลไปทั่วโลกได้ "
" ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมา "
" ขอถวายพระพร หยาดน้ำนิดเดียวตกลงไปที่พื้นดินแล้วจะไหลซึมไปตลอดที่ ๑๐โยชน์หรือ ๑๒ โยชน์ ๑๓ โยชน์ ได้หรือไม่ ? "
" ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า หยาดน้ำนิดเดียวนั้น ตกลงไปในที่ใดก็ซึมแห้งไปในที่นั้น "
" เพราะอะไร มหาบพิตร "
" เพราะหยาดน้ำนั้นมีน้อย ผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉะนั้นแหละ มหาบพิตร อกุศลมีผลน้อย ให้ผลได้เฉพาะผู้กระทำเท่านั้น ไม่อาจแบ่งผลให้ผู้อื่นได้
อีกอย่างหนึ่ง เมฆใหญ่ตกลงมา ย่อมทำให้บึง สระ เหมือง ซอกระแหง สระโบกขรณีที่ลุ่ม ที่ดอน ทั้งสิ้นเต็มไปด้วยน้ำ แต่เมฆใหญ่นั้นจะไหลลงไปเต็มทั้งข้างล่าง และทางขวาง และไหลทั่วไปรอบตัวได้หรือไม่ ? "
" ได้ พระผู้เป็นเจ้า "
" เพราะเหตุไร มหาบพิตร ? "
" เพราะเมฆใหญ่ คือฝนห่าใหญ่นั้น เป็นของใหญ่น่ะซิ พระผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร กุศลมีผลมาก จึงอาจแจกแบ่งไปถึงเทพยดามนุษย์อื่น ๆ ได้ "
" ข้าแต่พระนาคเสน เพราะเหตุไร บาปจึงมีผลน้อย บุญจึงมีผลมาก? "
" ขอถวายพระพร เหมือนอย่างผู้ใดผู้หนึ่งได้ให้ทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถศีลแล้ว เขาย่อมร่าเริงดีใจเรื่อย ๆไป เมื่อเขาร่าเริงดีใจเรื่อย ๆไป กุศลก็เจริญยิ่งขึ้นฉันใด
บ่อน้ำที่มีน้ำออกมา ถึงจะมีผู้ตักไปน้ำก็ไหลออกเรื่อยไป ไม่อาจทำน้ำนั้นให้สิ้นได้ฉันใด เมื่อบุคคลคิดถึงกุศล ก็เกิดปีติเรื่อยไปฉันนั้น
ถ้าเขาทำกุศลอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปีแล้ว นึกถึงกุศลนั้นอยู่เรื่อยไป กุศลก็เจริญยิ่ง ๆขึ้นไป ผู้นั้นอาจแบ่งส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่นได้ตามชอบใจ อันนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า บุญมีผลมาก
ส่วนผู้ทำอกุศลย่อมร้อนใจ ใจย่อมหดหู่ถอยกลับจากอกุศลนั้น อกุศลนั้นก็ไม่งอกงามอีกต่อไป มีแต่จะหมดไปเท่านั้น
เหมือนอย่างว่า น้ำน้อยที่มีอยู่ในแม่น้ำ อันมากไปด้วยทราย มีแต่จะแห้งหายไปเท่านั้นอันนี้เป็นเหตุชี้ให้เห็นว่า อกุศลมีน้อย ขอถวายพระพร "
" ถูกต้องดีแล้ว พระนาคเสน เป็นอันว่าปัญหาข้อนี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ทำลายลัทธิคด ๆ โกง ๆ ของพวกเดียรถีย์สิ้นแล้ว "