ตอน ที่ ๒๙
วรรคที่ ๘
ปัญหาที่ ๑
ถามถึงความตายแห่งยักษ์

                 “ ข้าแต่พระนาคเสน ยักษ์มีอยู่ในโลกหรือ ? ’’

    “ ขอถวายพระพร มี ”

   “ ยักษ์จุติจากกำเนิดของยักษ์ไหม ? ’’

   “ ขอถวายพระพร จุติ ”

   “ แต่เหตุไร เวลายักษ์ตายจึงไม่เห็นซากศพ ไม่ได้กลิ่นซากศพ ? ”

   “ ขอถวายพระพร ซากศพของยักษ์ที่ตายไปแล้วมีอยู่ แต่กลิ่นซากศพถูกลมพัดไปเสีย ด้วยว่าเวลายักษ์ตายแล้วนั้น ปรากฏว่าเป็นตั๊กแตนก็มี เป็นหนอนก็มี เป็นมดก็มี เป็นยุงก็มี เป็นงูก็มี เป็นแมงป่องก็มี เป็นตะขาบก็มี เป็นสัตว์เกิดจากฟองไข่ก็มี เป็นเนื้อสัตว์ป่าก็มี ”

   “ ข้าแต่พระนาคเสน ผู้อื่นนอกจากผู้มีความรู้จากพระพุทธเจ้า ย่อมแก้ปัญหาข้อนี้ไม่ได้ ”

ปัญหาที่ ๒
ถามเรื่อง
ไม่ทรงบัญญัติสิกขาบท

   “ ข้าแต่พระนาคเสน พวกอาจารย์ของพวกแพทย์ปางก่อนมีอยู่ เช่น   นารทะ ๑   ธัมมันตริกะ ๑  อังคีรสะ ๑  กปิละ ๑  กัณฑรัตติกามะ ๑  อตุละ ๑  บุพพกัจจายตนะ ๑  อาจารย์เหล่านั้นทั้งสิ้น รู้จักความเกิดขึ้นแห่งโรค ต้นเหตุแห่งโรค แดนเกิดแห่งโรค กิริยาอาการแห่งโรค การรักษาโรครักษาหายและไม่หายได้โดยเร็วพลันว่า ในร่างกายจักมีโรคเกิดขึ้นเท่านี้ รู้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับจับกลุ่มด้ายแล้วม้วนไปตามลำดับฉะนั้น

    อาจารย์เหล่านี้ทั้งสิ้นไม่ใช่พระสัพพัญญู ส่วนสมเด็จพระบรมครูเจ้าเป็นพระสัพพัญญูทรงรู้อนาคตได้สิ้นว่า ในเรื่องนั้นจะต้องบัญญัติสิกขาบทเท่านั้น แต่เหตุใดจึงไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ให้สิ้นเชิงทีเดียว ต่อเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว มีพวกมนุษย์ติเตียนแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ? ”

    พระนาคเสนตอบว่า

   “ ขอถวายพระพร พระตถาคตเจ้าทรงทราบแล้วว่า ในสมัยนี้เมื่อมนุษย์เหล่านี้ติเตียน เราจักต้องบัญญัติสิกขาบท   ๑๕๐ สิกขาบท กว่า ๆ แต่ว่าพระตถาคตเจ้าทรงเล็งเห็นว่า

    ถ้าเราจักบัญญัติสิกขาบทไว้ให้ครบทีเดียว มหาชนก็จักร้อนใจว่า ในศาสนานี้มีสิ่งที่จะต้องรักษาอยู่มาก เป็นการยากที่จะบรรพชาในศาสนาของพระสมณโคดม ถึงพวกอยากบรรพชาก็จักไม่บรรพชา ทั้งจักไม่มีผู้เชื่อฟังถ้อยคำของเรา พวกที่ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ก็จักไปเกิดในอบาย เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว มีความเสียหายปรากฏขึ้นแล้ว เราจึงบัญญัติสิกขาบท

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นอย่างนี้ จึงไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ล่วงหน้าทีเดียว ขอถวายพระพร

   “ อย่างนั้น พระนาคเสน เป็นอันพระตถาคตเจ้าทรงเล็งเห็นเรื่องนี้ได้ดีแล้ว ถ้ามีผู้ได้ยินได้ฟังว่า มีสิ่งที่จะต้องรักษาในพระพุทธศาสนาอยู่มาก ก็จักสะดุ้งกลัว จักไม่มีผู้บรรพชา โยมยอมรับว่าถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้าวิสัชนา ”

ปัญหาที่ ๓
ถามถึงมลทิน
แห่งดวงอาทิตย์

   “ ข้าแต่พระนาคเสน ดวงอาทิตย์นี้แผ่รัศมีแรงกล้าอยู่เป็นนิจ หรือว่าบางเวลาก็อ่อนไป ”

   “ ขอถวายพระพร ดวงอาทิตย์นี้แผ่รัศมีแรงกล้าอยู่ทุกเวลา ”

   “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าดวงอาทิตย์นี้แผ่รัศมีแรงกล้าอยู่ทุกเวลา เหตุไรบ่างเวลาจึงร้อยน้อย บางเวลาจึงร้อนมาก ? ”

   “ ขอถวายพระพร เหตุว่าดวงอาทิตย์ถูกโรค ๔อย่าง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งบีบคั้นจึงร้อนน้อยไป  โรค ๔ อย่างนั้นได้แก่   หมอก ๑  ควัน ๑ เมฆ ๑   ราหู ๑ ”

    “ น่าอัศจรรย์!พระนาคเสน ถึงดวงอาทิตย์อันมีเดชกล้าก็ยังมีโรค ไม่ต้องพูดถึงเหล่าสัตว์อื่น การจำแนกปัญหานี้ ผู้อื่นนอกจากผู้มีความรู้ดังพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ไม่อาจจำแนกได้ ”

ปัญหาที่ ๔
ถามเรื่องความ
ร้อนแห่งดวงอาทิตย์

   “ ข้าแต่พระนาคเสน เหตุไฉนดวงอาทิตย์จึงต้องแผ่รัศมีแรงกล้าในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนไม่แผ่รัศมีแรงกล้า ? ”

   “ ขอถวายพระพร เพราะในฤดูร้อนนั้นมีธุลีน้อย มีฝุ่นละอองในท้องฟ้าน้อย มีหมอกหนา มีลมแรงกล้า สิ่งเหล่านี้ปิดรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ไว้ เพราะฉะนั้น ในฤดูร้อนดวงอาทิตย์จึงแผดแสงน้อยไป

   ส่วนในฤดูหนาว เบื้องต่ำแผ่นดินเย็น เบื้องบนมีเมฆใหญ่ตั้งขึ้น มีผงธุลีมากส่วนละอองสงบนิ่งอยู่ไม่เที่ยวไปในท้องฟ้า ท้องฟ้าปราศจากมลทิน ลมบนอากาศพัดอ่อนๆ

    เมื่อเป็นอย่างนั้น ดวงอาทิตย์ก็บริสุทธิ์ รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ก็แรงกล้า เพราะพ้นจากเครื่องขัดขวาง ส่วนที่ประกอบเครื่องขัดขวาง มีเมฆ เป็นต้น ย่อมทำให้รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ไม่แรงกล้า

    ด้วยเหตุนี้แหละ ดวงอาทิตย์จึงเปล่งรัศมีแรงกล้าในฤดูหนาว ไม่เปล่งรัศมีแรงกล้าในฤดูร้อน ขอถวายพระพร ”

   “ ข้าแต่พระนาคเสน เป็นอันว่า ดวงอาทิตย์พ้นจากเครื่องกีดขวางทั้งหลาย จึงแผ่รัศมีแรงกล้า ถ้าประกอบด้วยเมฆ เป็นต้น ก็ไม่แผ่รัศมีแรงกล้า ”