พระเจ้ามิลินท์
เสด็จไปถามปัญหาพระอายุบาล

 

                      ในคราวนั้น ยังมีพระมหาเถระองค์หนึ่ง มีชื่อว่า พระอายุบาล ท่านเป็นผู้ชำนาญในนิกายทั้ง ๕ (มีฆนิกาย มัชฌิมกายสังยุตติกาย อังคุตตนิกาย ขุททกนิกาย) ได้อาศัยอยู่ที่อสงไขยบริเวณ

    ฝ่ายพระเจ้ามิลินท์ทรงดำริว่า ราตรีนี้ดีมาก เราควรจะไปหาสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่เจ้าคณะคณาจารย์ใดดีหนอ ใครหนอจะสามารถสนทนากับเราได้ ใครหนอจะสามารถตัดความสงสัยของเราได้ ทรงดำริแล้วก็โปรดมีพระราชโองการตรัสถาม พวกราชบริพารโยนกทั้ง ๕๐๐ ก็กราบทูลว่า

   “มีพระเถระอยู่องค์หนึ่งชื่อว่า พระอายุบาล   ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีการแสดงธรรมวิจิตรมีปฎิภาณดี ชำนาญในนิกายทั้ง ๕ อยู่ที่อสงไขยบริเวณ ขอมหาราชเจ้าจงเสด็จไปถามปัญหาต่อพระอายุบาลเถิด พระเจ้าข้า”

    “ถ้าอย่างนั้นขอจงไปแจ้งให้พระผู้เป็นเจ้าทราบก่อน”

    ลำดับนั้น เนมิตตอำมาตย์จึงใช้ให้คนไปแจ้งแก่พระอายุบาลว่า พระเจ้ามิลินท์จะเสด็จมาหาพระอายุบาลตอบว่า เชิญเสด็จมาเถิด”

    ต่อนั้นพระเจ้ามิลินท์พร้อมกับหมู่โยนกเสนา ๕๐๐ ก็เสด็จขึ้นรถไปที่อสงไขยบริเวณ เมื่อไปถึงจึงตรัสสั่งให้หยุดรถทรงไว้ เสด็จไปด้วยพระบาทเปล่าเข้าสู่สำนักพระอายุบาล มนัสการแล้วกระทำปฎิสันถารโอภาปราศัยกันไปมา จึงมีพระราชดำรัสตรัสถามว่า

   “ข้าแต่พระอายุบาล บรรพชามีประโยชน์อย่างไร อะไรเป็นประโยชน์เยี่ยมของท่าน?”

    พระอายุบาลตอบว่า

    “ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระราชสมภาร การบรรพชามีประโยชน์เพื่อจะได้ประพฤติธรรม ประพฤติความสงบ อันจะทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่เทพพดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คฤหัสถ์ผู้ประพฤติธรรม ประพฤติความสงบ จะมีคุณวิเศษบ้างหรือไม่?”

จำนวนคฤหัสถ์ผู้ได้มรรคผล

   “ขอถวายพระพร คฤหัสถ์ที่ประกอบไปด้วยความเสื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยทรงศีล ๕ หรือศีล ๘ ไว้มั่นคง ให้ทานและภาวนาอุตสาห์ฟังธรรม ก็จัดว่าประพฤติให้เป็นประโยชน์เป็นผลแก่ตนเอง

   ดังตัวอย่างเมื่อองค์สมเด็จพระทศพลยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองพาราณสี โปรดประทานธรรมเทศนา พระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ในป่าอิสิปตนมิคทายวัน

   ครั้นจบลงแล้วพรหมทั้ง ๑๘ โกฎิได้สำเร็จมรรคผล เป็นพระอริยะบุคคลในพระพุทธศาสนา พรหมทั้งหลายล้วนแต่เป็นคฤหัสถ์ทั้งนั้น จะได้อุปสมบทบรรพชาหามิได้ vในคราวที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เวสสันดรชาดก    ขทิรังคชาดกราหุโลวาทสูตร และทรงแสดงธรรมที่ประตูเมืองสังกัสสนครมีผู้สำเร็จมรรคผลประมาณ ๒๐ โกฎิ คนทั้งหลายนั้น กับเทพยดาและพรหมทุกชั้น ล้วนแต่เป็นคฤหัสถ์ทั้งนั้น ไม่ใช่บรรพชิตเลย”

กรรมของพระที่ถือธุดงค์

    เมื่อพระอายุบาลแก้ไขดังนี้ พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า

   “ข้าแต่ท่านอายุบาล ถ้าอย่างนั้นบรรพชาก็ไม่มีประโยชน์อะไร พวกสมณะทั้งหลายที่เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ที่ได้บรรพชารักษาธุดงค์ต่าง ๆ ทำให้ลำบากกรรมในปางก่อนทั้งนั้น

   นี่แน่ะ ท่านอายุบาล พวกพระที่ถือ   “เอกา”   ฉันจังหันหนเดียว แต่ชาติก่อนเป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้าน ไปแย่งชิงอาหารเขาครั้นชาตินี้เล่าผลกรรมนั้นดลจิตให้ฉันหนเดียว ดูบรรพชานี้ไม่มีผล ถึงจะรักษาศีลรักษาตบะ รักษาพรหมจรรย์ ก็ไม่มีผลอันใด

   ประการหนึ่งเล่า พวกที่ถือธุดงค์   “อัพโพกาส”   คืออยู่ในกลางแจ้งนั้น เมื่อชาติก่อนต้องได้เป็นพวกปล้นบ้านเผาเรือนชาตินี้จึงไม่มีที่กินที่อยู่

   ส่วนพวกถือ   “เนสสัชชิกธุดงค์”   คือถือ ไม่นอนเป็นกิจวัตร ได้แต่เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น พวกนั้นต้องเป็นโจรปล้นคนเดินทางไว้เมื่อชาติก่อน จับคนเดินทางได้แล้วก็ผูกมัดให้นั่งจับเจ่าอยู่เท่านั้น

   โยมคิดดูซึ่งธุดงค์นี้ไม่มีผล จะป็นศีลจะเป็นตบะ จะเป็นพรหมจรรย์ก็หามิได้ ก็จะบรรพชารักษาธุดงค์ไปเพื่ออะไร ปฎิบัติในเพศคฤหัสถ์อยู่มิดีกว่าหรือ พระผู้เป็นเจ้า?”

   เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสอย่างนี้ พระอายุบาลก็ขี้คร้านที่จะตอบจึงนั่งนิ่งไป มิได้ถวายพระพรโต้ตอบต่อข้อปัญหานั้น

   พวกโยนก ๕๐๐ จึงกราบทูลขึ้นว่า

   “ข้าแต่มหาราชเจ้า พระภิกษุองค์นี้เป็นนักปราชญ์ ได้สดับเล่าเรียนมาก แต่ไม่แกล้วกล้าที่จะวิสัชนา จึงมิได้โต้ตอบต่อคำถามของพระองค์”

   พระเจ้ามิลินท์ได้ฟังคำข้าราชบริพานทูลเฉลยก็หาสนใจไม่ ทอดพระเนตรดูแต่พระพอายุบาล เห็นพระอายุบาลนิ่งอยู่ก็ทรงพระสรวล (หัวเราะ) พร้อมกับตบพระหัตถ์ตรัสเย้ยว่า

   “ชมพูทวีปว่างเเปล่าเสียแล้ว ไม่มีสมณพราหมณ์ เจ้าหมูเจ้าคณะ คณาจารย์ใด ๆ อาจสนทนากับเราได้ อาจแก้ความสงสัยของเราได้เลย เห็นทีจะสิ้นสุดครั้งนี้แล้วหนอ..”

   ฝ่ายหมู่โยนกได้ฟังก็มิได้ตอบคำสนองพระราชโองการ ส่วนพระอายุบาลได้เห็นอาการของพระเจ้ามิลินท์อย่างนั้น จึงคิดว่าเราเป็นสมณะไม่สมควรทะเลาะโต้เถียงกับใคร ที่จริงปัญหานี้จะวิสัชนาให้ฟังอีกก็ได้ แต่เป็นเพราะพระราชาถามปัญหาที่ไม่ควรถาม คิดอย่างนี้แล้ว จึงเก็บอาสนะลุกไปเสีย

    หลังจากพระเจ้ามิลินท์เสด็จเข้าสู่พระนครแล้ว จึงดำริว่า จะต้องมีภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งอาจสนทนากับเราอย่างไม่สงสัย จึงตรัสถามเนมิตติอำมาตย์ขึ้นอีกว่า

   “นี่แน่ะ เนมิตติยะ ภิกษุผู้จะโต้ตอบกับเราได้ ยังมีอยู่อีกหรือไม่?”