ปัญหาที่ ๖
ถามถึงความต่างกันแห่งน้ำตา


                        “ข้าแต่พระนาคเสน บุรุษคนหนึ่งร้องให้เพราะบิดามารดาตาย อีกคนหนึ่งน้ำตาไหล เพราะความชอบใจในธรรมะ น้ำตาของคนทั้งสองนั้น น้ำตาของใครเป็นเภสัช น้ำตาของใครไม่เป็นเภสัช?”

   “ขอถวายพระพร น้ำตาของคนที่ร้องไห้ด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นน้ำตาร้อน ส่วนน้ำตาของผู้ฟังธรรมนั้น มีน้ำตาไหลด้วยปีติ ยินดีเป็นน้ำตาเย็น เป็นอันว่า น้ำตาเย็นเป็นเภสัช น้ำตาร้อนไม่เป็นเภสัช”

   “ถูกแล้ว พระนาคเสน”

 

ปัญหาที่ ๗
ถามถึงความต่างกันแห่งผู้เสวยรส

   “ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ปราศจากราคะ กับ ผู้ไม่ปราศจากราคะ ต่างกันอย่างไร ? ”

   “ขอถวายพระพร ผู้หนึ่งยังมีความยึดถือ อีกผู้หนึ่งไม่มีความยึดถือ”

   “ยึดถืออะไร...ไม่ยึดถืออะไร ? ”

   “ขอถวายพระพร คือผู้หนึ่งยังมีความต้องการ อีกผู้หนึ่งไม่มีความต้องการ”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ผู้ปราศจากราคะ กับ ผู้ไม่ปราศจากราคะ ก็ยังไต้องการของเคี้ยวของกินที่ดีงามอยู่เหมือนกัน ไม่มีใครต้องการสิ่งใดที่ไม่ดีงาม โยมเห็นมีแต่ต้องการสิ่งที่ดีงามเหมือนกันหมด”

   “ขอถวายพระพร ผู้ปราศจากราคะ ยังรับอารสอาหาร ยังกินอาหารอยู่เหมือนกันก็จริงแหล่ แต่ทว่าไม่ยินดีในรสอาหาร ส่วนผู้ไม่ปราศจากราคะ ยังยินดีรสอาหารอยู่ ไม่ใช่ไม่ยิ่นดีในรสอาหาร”

   “เข้าใจแก้ พระผู้เป็นเจ้า”

 

ปัญหาที่ ๘
ถามที่ตั้งแห่งปัญญา

   “ข้าแต่พระนาคเสน ปัญญาที่อยู่ที่ไหน ? ”

   “ขอถวายพระพร ปัญญาไม่ได้อยู่ที่ไหน”

   “ถ้าอย่างนั้นปัญญาก็ไม่มี”

   “ขอถวายพระพร ลมอยู่ที่ไหน ? ”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ที่อยู่แห่งลมไม่มี”

   “ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นลมก็ไม่มี”

   “ฉลาดแก้ พระผู้เป็นเจ้า”