พระโรหนะ
ไปนำนาคเสน
กุมารเพื่อจะให้บรรชา

 

                      ในคราวนั้น พระโรหนเถระ นั่งอยู่ที่วัตตนิยเสนะวิการ ได้ทราบความคิดของนาคเสนกุมาร จึงหายวับไปปรากฎขึ้น ข้างหน้านาคเสนทันที พอนาคเสนกุมารได้เลเห็น ก็เกิดความร่าเริงดีใจว่าบรรพชิตองค์นี้คงรู้จักสิ่งที่เป็นสาระเป็นแน่จึงถามขึ้นว่า

   “ผู้มีศีรษะโล้นนุ่งเหลืองเช่นนี้เป็นอะไร?”

   พระเถระตอบว่า “ เป็นบรรพชิต ”

   “เหตุไรจึงชื่อว่าบรรพชิต? ”

   “เหตุที่ว่าเว้นเสียซึ่งบาป เว้นเสียซึ่งโทษจึงได้ชื่อว่าบรรพชิต”

   “ท่านรู้จักศิลปศาสตร์บ้างหรือ?”

   “ รู้จัก ”

   “ศิลปศาสตร์อันใดทีสูงที่สุดในโลกมีอยู่ท่านจะบอกศิลปศาสตร์อันนั้นให้แก่กระผมได้หรือ?”

   “อาจบอกได้...พ่อหนู”

   “เหตุใดผมและหนวดของท่านจึงไม่เหมือนคนอื่น?”

   “นี่แน่ะ พ่อหนู บรรพชิตทั้งหลายเห็นความกังวล ๑๖ ประการ จึงได้โกนผมโกนหนวดเสีย

ความกังวล ๑๖ ประการนั้นคือ

   ๑. กังวลด้วยอาภรณ์ คือเครื่องประดับ
   ๒. กังวลด้วยช่างทอง
   ๓. กังวลด้วยการขัดสี
    ๔. กังวลด้วยการเก็บเครื่องประดับ
    ๕. กังวลด้วยการฟอกผมสระผม
    ๖. กังวลด้วยดอกไม้
    ๗. กังวลด้วยของหอม
    ๘. กังวลด้วยเครื่องอบ
    ๙. กังวลด้วยเสมอ
    ๑๐. กังวลด้วยมะขามป้อม
    ๑๑. กังวลด้วยดินเหนียว (สมอ มะขามป้อม ดิน ทั้ง ๓ ประการนี้ ทำเป็นยาสระผม)
    ๑๒. กังวลด้วยเข็มปักผม
    ๑๓. กังวลด้วยผ้าผูกผม
    ๑๔. กังวลด้วยหวี
    ๑๕. กังวลด้วยช่างตัดผม
    ๑๖. กังวลด้วยการอาบน้ำชำระผม รวมเป็น ๑๖ ประการด้วยกัน

   ในเส้นผมแต่ละเส้นย่อมมีหมู่หนอนอาศัยอยู่ที่รากผม ทำให้รากผมเศร้าหมองก็เศร้าใจเสียใจ คนทั้งหลายได้เห็นผมเศร้าหมองก็เศร้าใจ เสียใจ ไม่สบายใจ เมื่อมัวแต่ยุ่งกับผมด้วยกังวล ๑๖ อย่างนี้ ศิลปศาสตร์ที่สุขุมยื่งก็เสียไป เพราะฉนั้นแหละ บรรพชิตทั้งหลายจึงได้โกนผมโกนหนวดทิ้งเสีย”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้อนี้น่าอัศจรรย์เพราะเมื่อคนทั้งหลายกังวลอยู่กับเครื่องกังวล ๑๖ ประการอย่างนี้ ศิลปศาสตร์ที่สุขุมยิ่ง ต้องไม่ปรากฎเป็นแน่ ข้อนี้กระผมเชื่อ แต่ขอถามอีกทีว่า เหตุไรผ้านุ่งผ้าห่มของท่านจึงไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ?”

    “อ๋อ...การที่ผ้านุ่งผ้าห่มอย่างพวกเราคฤหัสถ์ทำให้เกิดความกำหนัดยินดีในสังขารร่างกายได้ง่าย ทำให้มีภัยอันตรายบังเกิดขึ้น เครื่องนุ่งห่มของเราจึงไม่เหมือนของคนอื่น ๆ”

   “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ท่านอาจสอนศิลปศาสตร์ที่ละเอียดยิ่ง ให้แก่กระผมได้หรือ?”

   “ได้...พ่อหนู”

   “ถ้าได้ขอได้โปรดสอนให้เดี๋ยวนี้เถิด”

    “เออ....พ่อหนู เวลานี้เรายังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในระแวกบ้าน ยังสอนให้ไม่ได้หรอก”

   ลำดับนั้น นาคเสนกุมารจึงรับเอาบาตรของพระโรหนเถระ แล้วนิมนต์ให้ขึ้นไปฉันที่เรือน เมื่อฉันแล้วจึงกล่าวว่า

   “ขอท่านจงบอกศิลปศาสตร์ที่ละเอียดให้แก่กระผมเดี๋ยวนี้เถิด”

    “โอ....พ่อหนู ตราบใดที่พ่อหนูยังมีกังวลอยู่ ตราบนั้นเรายังสอนให้ไม่ได้ ต่อเมื่อพ่อหนูขออนุญาตมารดาบิดาแล้ว ถือเพศอย่างเรา คือโกนผมนุ่งเหลืองห่มเหลืองเหมือนเรา เราจึงจะสอนให้ได้”

   นาคเสนกุมารจึงไปขออนุญาตต่อมานดาบิดา เมื่อมารดาบิดาไม่อนุญาต จึงนอนอดอาหาร ต่อเมื่อมารดาบิดาอนุญาต จึงบอกพระเถระว่า

    “กระผมจักถือเพศอย่างท่าน ขอท่านจงสอนศิลปศาสตร์ที่ละเอียดให้แก่กระผม”

   พระโรหนเถระจึงพานาคเสนกุมารกลับไปที่วัตตนิยเสนาสนะวิหาร ค้างอยู่คืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงพาไปหาพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎ ที่อยู่ที่ถ่ำรักขิตเลณะ

นาคเสนกุมารบรรพชา

   ในคราวนั้น พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎิ ก็ได้ให้นาคเสนบรรพชาอยู่ที่ถ้ำรักขิตเลณะ นาคเสนกุมารบรรพชาแล้ว จึงกล่าวต่อพระโรหนเถระว่า

   “กระผมได้ถือเพศเหมือนท่านแล้ว ขอท่านจงสอนศิลปศาสตร์ที่ละเอียดยิ่งให้กระผมเถิด”

   พระโรหนเถระจึงคิดว่า เราจะสอนอะไรก่อนดีหนอ นาคเสนนี้มีปัญญาดี เราควรสอนอภิธรรมปิฎกก่อน ครั้นคิดแล้วจึงบอกว่า

   “นาคเสน เธอจงตั้งใจเรียนศิลปศาสตร์ที่ละเอียดยิ่งของเรา”

   กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เริ่มแสดงอภิธรรมทั้ง ๗ พระคัมภีร์ คือ

   คัมภีร์อภิธรรมสังคิณี ว่า   “กุสลาธัมมา   อกุสลา   ธัมมา   อัพยากตา   ธัมมา” เป็นต้น และ คัมภีร์วิภังค์   ธาตุถาปุคคลบัญญัติ   กถาวัตถุ   ยมกะ   ปัฎฐาน   เป็นลำดับไป

   นาคเสนสามเณรก็สามารถจำได้สิ้นเชิง มาตอนนี้ ฉบับพิศดาร พรรณาว่า

   ในขณะที่ฟังเพียงครั้งเดียว จึงได้กล่าวว่า ขอได้โปรดบอกเพียงเท่านี้ก่อนเถิด เมื่อกระผมท่องจำได้แม่นยำแล้ว จึงค่อยบอกให้มากกว่านี้อีก

   ต่อมานาคเสนสามเณรก็ได้นำความรู้ที่เรียนมาพิจรณา เช่นในบทว่า กุสลาธัมมา ได้แก่อะไร อกุสลา   ธัมมา   ได้แก่อะไร อัพยากตา ธัมมา ได้แก่อะไร ดังนี้เป็นต้น

   ท่านได้พิจรณาเพียงครั้งเดียวก็คิดเห็นเป็นกรรมฐานว่ามีความหมายอย่างนั้นๆ ด้วยปัญญาบารมีที่ได้บำเพ็ญไว้มาแต่ชาติก่อนโน้น

   เมื่อคิดพิจารณาธรรมะอย่างถ้วนถี่แล้วนาคเสนสามเณรจึงได้เข้าไปกราบนมัสการพระอรหันต์ทั้งหลาย พร้อมกับกล่าวว่า

    “กระผมจะขอแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ตามที่ได้เคยเรียนมาจากพระอุปชฌาย์โดยขออธิบายความหมายให้ขยายออกไปขอรับ”

   พระอรหันต์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงอนุญาตให้สามเณรแสดงได้ตามความประสงค์ สามเณรได้วิสัชนาอยู่ประมาณ ๗ เดือนจึงจบ ในขณะนั้น เหตุอัศจรรย์ ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นคือ แผ่นดินใหญ่ก็เกิดหวั่นไหว เทพยดานางฟ้าทั้งหลายก็แสดงความชื่นชมยินดี พรหมทั้งหลายก็ตบมือสาธุการ

   ทุกท่านต่างก็ร้องช้องสาธุการ สรรเสริญปัญญาบารมีของสามเณร ได้โปรยปรายผงจันทน์ทิพย์และดอกไม้ทิพย์ บ้างก็เลื่อนลอย บ้างก็ปรอย ๆ เป็นฝนตกลงมา หอมฟุ้งขจรขจายไปทั่วบริเวณนั้น

   พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎิก็ให้สาธุการแสดงความชื่นชมยินดีว่า แต่นี้ไปศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตร จะรุ่งเรืองวัฒนาถาวรตลอดไป

นาคเสนอุปสมบท

   เมื่ออยู่นานมาจนกระทั้งนาคเสนสามเณรมีอายุครบอุปสมบทแล้ว พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎิ ก็ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

   ในเวลาเช้า พระนาคเสนครองบาตรจีวร จะเข้าไปบิณฑบาตก็นึกขึ้นว่า พระอุปัชฌาย์ของเราเห็นจะเปล่าจากคุณธรรมอื่น ๆ คงรู้แต่อภิธรรมเท่านี้ อย่างอื่นคงไม่รู้

   ขณะนั้นพระโรหนเถระ จึงออกมากล่าวขึ้นว่า

   “นี้แน่ะ นาคเสน การนึกเธอไม่สมควรเลย เหตุไรเธอจึงนึกดูถูกเราอย่างนี้?”

    ฝ่ายพระนาคเสนก็นึกอัศจรรย์ใจว่า พระอุปัชฌาย์ของเราเป็นบัณฑิตแท้ เพียงแต่เรานึกในใจก็รู้ เราจักต้องขอโทษ ครั้นคิดแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า

    “ขอจงอดโทษให้กระผมด้วยเถิด กระผมจะไม่นึกอย่างนี้อีก จะไม่ทำอย่างนี้อีก”

   “นาคเสน เรายังอดโทษให้ไม่ได้ ต่อเมื่อเธอทำให้พระเจ้ามิลินท์ ผู้เสวยราชย์อยู่ในสาคลนครเลื่อมใสได้ ด้วยการแก้ปัญหานั้นแหละ เราจึงอดโทษให้”

    “ท่านขอรับ อย่าว่าแต่พระเจ้ามิลินท์เพียงองค์เดียวเลย ต่อให้พระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้นเรียงตัวกันมาถามปัญหา กรกะผมก็จะทำให้เลื่อมใสได้สิ้น ขอท่านจงอดโทษให้กระผมเถิด”

   เมื่ออ้อนวอนอย่างนี้ถึง ๓ ครั้งก็ไม่เป็นผล จึงถามว่า

   “ในพรรษานี้ ท่านจะให้กระผมอยู่ในสำนักนี้ หรือว่าจะให้กระผมไปอยู่ในสำนักผู้ใดขอรับ?”

   พระโรหนะเถระจึงบอกว่า

    “เธอจงไปหา พระอัสสคุตตเถระ ถามถึงความสุขของท่าน และบอกความทุกข์สุขของเราแทนเรา แล้วอยู่ในสำนักของท่านเถิด”

   ลำดับนี้ พระนาคเสนจึงอำลาพระอุปัชฌาย์ ออกเดินทางไปหาพระอัสสคุตตเถระ กราบไหว้แล้วถามถึงทุกข์สุขตามคำสั่งของพระอุปัชฌาย์ แล้วขออาศัยอยู่

   พระอัสสคุตตเถระจึงถามว่า

    “เธอชื่ออะไร?”

   “กระผมชื่อนาคเสนขอรับ”

   พระอัสสคุตต์ใคร่จะลองปัญญา จึงถามว่า

   “ก็ตัวเราล่ะ ชื่ออะไร?”

   “พระอุปัชฌาย์ของกระผมท่านรู้อยู่แล้ว”

   “ดีล่ะ ๆ นาคเสน”

   พระอัสสคุตต์จึงรู้ว่า พระภิกษุองค์นี้มีปัญญา จึงคิดว่า พระนาคเสนนี้ปรารถนาจะเรียนพระไตรปิฎก เราได้สะเร็จมรรคผลก็จริงแหล่แต่ทว่าฝ่ายพระไตรปิฎกก็รู้เป็นเพียงกลางๆ ก็อย่าเลยเราจะกระทำกิริยา ไม่เจรจาด้วย ทำทีเหมือนจะลงพรหมทัณฑ์ด้วยภิกฑ์ด้วยภิกษุรูปนี้

   ครั้นคิดได้ดังนี้แล้ว จึงได้ลงพรหมทัณฑ์คือไม่พูดกับพระนาคเสนถึง ๓ เดือน แต่พระนาคเสนก็ปรนนิบัติได้ปัดกวาดบริเวณและตักน้ำใช้น้ำฉันไว้ตลอดทั้ง ๓ เดือน ส่วนพระอุสสคุตต์จึงกวาดบริเวณด้วยตนเอง และล้างหน้าด้วยน้ำอื่น