ตอนที่สอง
มหาเสนะเทพ
บุตรจุติจากเทวโลก

 

                      ฝ่ายมหาเสนะเทพบุตร ก็ได้จุติจากเทวโลกลงมาถือกำเนิดในครรภ์ของนางพราหมณ์ณี ในขณะนั้นก็มีอัศจรรย์ ๓ ประการปรากฎขึ้น คือ

    ๑. บรรดาอาวุธทั้งหลาย ได้รุ่งเรืองเป็นแสงสว่าง

    ๒. ฝนตกใหญ่นอกฤดูกาล

    ๓. เมฆใหญ่ตั้งขึ้น

    (ตอนนี้ใน ฉบับพิศดาร กล่าวว่าอัศจรรย์ทั้งนี้ดด้วยบรมีของมหาเสนะเทพบุตรที่ได้กระทำมาบอกเหตุที่เกิดมานี้ว่า จะได้มำนุบำรุงพระศาสนาให่รุ่งเรืองไปถ่วน ๕๐๐ พระวัสสา)

    จากฉบับ ส. ธรรมภัคดี ได้บรรยายต่อไปว่า ลำดับนั้น พระโรหนเถระก็ไปเที่ยวบิณฑบาตที่ตระกูลนั้น เริ่มตั้งแต่วันนั้นไปตลอด ๗ ปี กับอีก ๑๐ เดือน แต่ไม่ได้อะไรเลย เพียงแต่การยกมือไหว้หรือการแสดงความเคารพก็ไม่ได้ ได้แต่การด่าว่าเท่านั้น

    เมื่อล่วงมาจาก ๗ ปีนั้น จึงได้เพียงคำไต่ถามเท่านั้นคืออยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นั้นกลับมาจากดูการงานนอกบ้าน ก็ได้พบพระเถระเดินสวนมา จึงถามว่า

    "นี่แน่ะ บรรพชิต ท่านได้ไปที่บ้านเรือนของเราหรือ?"

    พระเถระตอบว่า "ได้ไป"

    พราหมณ์จึงถามต่อไปว่า

    "ท่านได้อะไรบ้างหรือ?"

    ตอบว่า "ได้"

    พราหมณ์นั้นก็นึกโกรธ จึงรีบไปถามพวกบ้านว่า

    "พวกท่านได้ให้อะไรแก่บรรพชิตนั้นหรือ?"

    เมื่อพวกบ้านตอบว่า ไม่ได้ให้อะไรเลย พราหมณ์ก็นิ่งอยู่ เวลารุ่งขึ้นวันที่สอง พราหมณ์นั้นจึงไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านด้วยคิดว่าวันนี้แหละบรรชิตนั้นมา เราจักปรับโทษมุสาวาทให้ได้ พอพระเถระไปถึง พราหมณ์นั้นก็กล่าวขึ้นว่า

    "นี่แน่ะ บรรพชิต เมื่อวานนี้ท่านไม่ได้วัตถุสิ่งใดไปจากบ้านเรือนของเราเลย ทำไมจึงบอกว่าได้ การกล่าวมุสาวาทเช่นนี้ สมควรแก่ท่านแล้วหรือ?"

    พระโรหนะจึงตอบว่า

    “นี่แน่ะ พราหมณ์ เรานั้นเข้าสู่บ้านเรือนของท่านตลอด ๗ ปีกับ ๑๐ เดือนแล้วยังไม่เคยได้อะไรเลย พึ่งได้คำถามของท่านเมื่อวานนี้เพียงคำเดียวเท่านั้น เราจึงตอบว่าได้"

    เมื่อพราหมณ์ได้ฟังดังนี้ก็ดีใจ จึงคิดว่า พระองค์นี้เพียงคำปราศัยคำเดียวเท่านั้น ก็ยังบอกในที่ประชุมว่าได้ ถ้าได้ลาภอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะไม่สรรเสริญหรือ นี่เพียงแต่ได้คำถามคำเดียวเท่านั้นก็ยังสรรเสริญ

    เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว จึงสั่งพวกบ้านว่า พวกท่านจงเอาข้าวของเราถวายบรรพชิตนี้วันละ ๑ ทัพพีทุกวันไป ต่อนั้นพราหมณ์ก็เลื่อมใสต่ออิริยาบท และความสงบเสงี่ยมของพระเถระยิ่งขึ้นเป็นลำดับไป จึงขอนิมนต์ว่า

    "ขอท่านจงมาฉันอาหารคาวหวาน อันเป็นส่วนของตนแก่พระเถระทุกเช้าไป”

    พระเถระก็รับด้วยอาการนิ่งอยู่พราหมณ์ก็ได้ถวายอาหารคาวหวาน อันเป็นส่วนของตนแก่พระเถระทุกเช้าไป พระเถระฉันแล้วเวลาจะกลับ ก็กล่าวพระพุทธพจน์วันละเล็กละน้อยทุกวันไป

    คราวนี้จะย้อนกล่าวถึงพราหมณ์นั้นล่วงมา ๑๐ เดือน ก็คลอดบุตรให้ชื่อว่า "นาคเสน"

นาคเสนกุมารศึกษาไตรเพท

    เมื่อนาคเสนกุมารเติบโตขึ้นอายุได้ ๗ ขวบ มารดาบิดาก็ให้ศึกษาไตรเพททั้ง ๓ กับศิลปศาสตร์อื่น ๆ สำหรับพระกูลพราหมณ์ร่ำเรียนสืบ ๆ กันมา นาคเสนกุมารรับว่าจะเรียนเอาให้ได้

    ส่วนว่าโสนุตตรพราหมณ์ผู้เป็นบิดา จึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์มาที่เรือนแล้วก็ให้พรัพย์ประมาณ ๑ พันกหาปณะเป็นค่าจ้าง ฝ่ายนาคเสนกุมารฟังพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์บอกวิชาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถจำได้ครบทุกประการ จึงได้มีวาจาถามว่า

    "ข้าแต่บิดา คำสอนสำหรับสกุลพราหมณ์สิ้นสุดเท่านี้หรือ..หรือว่ายังมีอีกประการใดเล่า?"

    พราหมณ์ผู้เป็นบิดาจึงตอบว่า

    "นี่แน่ะนาคเสน คำสอนสำหรับพราหมณ์มาแต่ก่อนเก่านั้น ก็จบเพียงแค่นี้"

    เมื่อนาคเสนร่ำเรียนศึกษาจากสำนักพราหมณาจารย์แล้ว ก็ให้ทรัพย์ค่าจ้างบอกวิชาแล้ว ได้รับเอาชึ่งกำใบลานที่อาจารย์ให้เป็นกำใบลานหนังสือพราหมณ์ สำหรับที่จะได้ดูและอ่านการไตรเพ และศิลปศาสตร์ทุกสิ่งอัน

    อยู่มาวันหนึ่ง นาคเสนกุมารจึงลงจากปราสาท ไปยืนพิจารณาเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุด แห่งไตรเพททั้ง ๓ กับศิลปศาสตร์ทั้งปวง อยู่ที่ศาลาข้างประตูทุกวันไปจนตลอดถึง ๓ วัน เมื่อไม่เห็นก็แก่นสารอันได จึงเกิดความไม่สบายใจว่า สิ่งเหล่านี้เปล่าทั้งนั้นไม่มีสาระประโยชน์อันใดเลย