ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ก็ห้อมล้อมด้วยข้าหลวงโยนกทั้ง ๕๐๐ ขึ้นทรงราชรถเสด็จไปหา ปูรณกัสสป ทรงปราศรัยแล้วประทับนั่งลง ตรัสถามว่า
ท่านกัสสป อะไรรักษาโลกไว้?"
ปูรณกัสสปตอบว่า
"ขอถวายพระพร แผ่นดินรักษาโลกไว้"
พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า
ถ้าแผ่นดินรักษาโลกไว้ เหตุไรผู้ทำบาปจึงล่วงเลยมาแผ่นดินลงไปถึงอวีจีนรกล่ะ?"
เมื่อตรัสอย่างนี้ ปูรณกัสสปก็ไม่อาจโต้ตอบได้ ได้แต่นิ่งกลืนน้ำลายอยู่เท่านั้น
ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงทรงดำริว่า ชมพูทวีปว่างเปล่าเสียแล้ว ชมพูทวีปไม่มีประโยชน์เสียแล้ว เพราะไม่มีสมณพราหมณ์เจ้าหมู่คณะ คณาจารย์ ผู้อวดอ้างตนว่า เป็นพระสมมาสัมพุทธเจ้า จะสามารถตัดความสงสัยของเราไได้
ทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปหา มักขลิโคสาล ตรัสถามว่า
"ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีอยู่หรือ?"
มักขลิโคสาลตอบว่า
"ขอถวายพระพร ไม่มี...คือพวกใดเคย เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ เวศย์ ศูทร จัณฑาล คนเทหยากเยื่ออยู่ในโลกนี้ เวลาไปถึงโลกหน้าก็จะเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวศย์ ศูทร จัณฑาล คนเทหยากเยื่ออีกการทำบุญไม่มีประโยชน์อะไร"
พระเจ้ามิลินทร์จึงตรัสอีกว่า
"ถ้าอย่างนั้น พวกใดที่มีมือด้วนเท้าด้วนในโลกนี้ พวกนั้นไปเกิดในโลกหน้า ก็จะต้องมีมือด้วนเท้าด้วนอีกน่ะซี"
มักขลิโคสาลตอบว่า
"อย่างนั้น มหาบพิตร คือผู้ใดได้รับโทษถูกตัดมือตัดเท้าในโลกนี้ เวลาผู้นั้นไปเกิดในโลกหน้า ก็จะถูกตัดมือตัดเท้าอีก"
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า
"โยมไม่เชื่อ"
มักขลิโคสาลก็นิ่ง พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสต่อไปว่า
นี่แน่ะ มักขลิโคสาล ข้าพเจ้าถามท่านว่า ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีอยู่หรือ ท่านก็แก้เสียอย่างนี้ ท่านเป็นคนโง่เขลา พวกใดทำกรรมที่จะให้เกิดไว้อย่างใด ๆ พวกนั้นก็ต้องไปเกิดด้วยกรรมนั้น ๆ
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสแก่พวกอำมาตย์ขึ้นว่า
"นี้แน่ะ ท่านทั้งหลาย เวลานี้ก็ค่ำแล้วเราจะไปหาสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่คณะ คณาจารย์ใด ๆ อีก ผู้ใดจะอาจสมทนากับเราได้ อาจตัดความสงสัยของเราได้"
ตรัสอย่างนี้หลายหน แต่พวกอำมาตย์ก็พากันนิ่งอยู่ ไม่รู้ว่าจะกราบทูลอย่างไร ท้าวเธอก็เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร
ต่อจากนั้นไป พระองค์ก็ได้ไปเที่ยวไต่ถามสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่คณะ คณาจารย์ ในที่นั้น ๆ ไม่เลือกหน้า
พวดใดแก้ปัญหาของท้าวเธอไม่ได้ พวกนั้นก็หนีไป พวกที่ไม่หนีก็สู้ทนยิ่งอยู่แต่โดยมากได้พากันหนีไปสู่ป่าหิมพานต์เมืองสาคลนครจึงเหมือนกับว่างจากสมณพราหมณ์อยู่ถึง ๑๒ ปี