ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ก็ห้อมล้อมด้วยบริพารชาวโยนก ๕๐๐ เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง พรั่งพร้อมด้วยพลนิกายเป็นอันมากเสด็จไปหาพระนาคเสนที่อสงไขยวริเวณ
คราวนั้น พระนาคเสนกับพระภิกษุ ๘ หมื่นองค์ ได้นั่งพักอยู่ที่โรงกลมกว้างใหญ่ พอพระเจ้ามิลินท์ได้ทอดพระเนตรเห็นแต่ไกล จึงตรัสถามขึ้นว่า
บริวารเป็นอันมากนั้นของใคร?
เทวมันติยะทูลตอบว่า
บริวารเป็นอันมมากนั้น เป็นบริวารของพระนาคเสน พระเจ้าข้า
พอพระเจ้ามิลินท์ได้แลเห็นพระนาคเสนแต่ที่ไกลเท่านั้น ก็สดุ้งกลัว หวาดหวั่นในพระทัย มีพระโลมาชาติชูชัน (ขนลุก) เสียแล้ว
คราวนั้น พระเจ้ามิลินท์ทรงสดุ้งตกพระทัยยิ่งหนักหนา อุปมาดังพญาช้างถูกห้อมล้อมด้วยดาบและขอ และเหมือนกับสนุขจิ้งจอกที่ถูกงูเหลือมล้อมไว้ เหมือนกับหมีถูกฝูงกระบือป่าห้อมล้อม
เหมือนกับคนถูกพญานาคไล่ติดตาม เหมือนกับหมู่เนื้อถูกเสือเหลืองไล่ติดตาม เหมือนกับงูมาพบหมองู เหมือนกับหนูมาพบแมว เหมือนกับปีศาจมาพบหมอผี เหมือนกับพระจันทรเทพบุตรตกอยู่ในปาก ราหู
เหมือนกับนกอยู่ในกรง เหมือนกับปลาอยู่ในลอบในไซ เหมือนกับบุรุษที่ตกเข้าไปในป่าสัตว์ร้าย เหมือนกับยักษ์ที่ทำผิดต่อท้าวเวสสุวัณ เหมือนเทพบุตรผู้จะสิ้นอายุรู้ตัวจะจุติ สุดที่จะกลัวตัวสั่นฉันใด พระเจ้ามิลินท์ทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสนแต่ไกล ให้รู้สึกหวาดกลัวอยู่ในพระทัยฉันนั้น
แต่พระบาทท้าวเธอทรงนึกว่า อย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งดูถูกเราได้เลย จึงได้ทรงแข็งพระทัยตรัสขึ้นว่า
นี่แน่ะ เทวมันติยะ เธออย่าได้บอกพระนาคเสนให้แก่เราเลยว่าเป็นองค์ใด เราจะให้รู้จักพระนาคเสนเอง
เทวมันติยอำมาตย์จึงกราบทูลว่า
ขอได้โปรดทรงทราบเองเถิดพระเจ้าข้า
ในคราวนั้น พระนาคเสนเถระได้นั่งอยู่ในท่ามกลางของภิกษุ ๘ หมื่นองค์ คือนั่งอยู่ข้างหน้าของพระภิกษุ ๔ หมื่นองค์ ที่มีพรรษาอ่อนกว่า แต่นั่งอยู่ข้างหลังของพระภิกษุผู้แก่กว่าอีก ๔ หมื่นองค์
ฝ่ายพระเจ้ามิลินท์ก็ทอดพระเนตรดูไปทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ท่ามกลางของพระภิกษุสงฆ์ มีกิริยาองอาจดังราชสีห์ จึงทรงทราบว่าองค์นั้นแหละเป็นพระนาค เสน จึงตรัสถามขึ้นว่า
เทวมันติยะ องค์นั่งในท่ามกลางนั้นหรือ...เป็นพระนาคเสน?
เทวมันติยะกราบทูลว่า
ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบพระนาคเสนได้ดีแล้ว
พระเจ้ามิลินท์ก็ทรงดีพระทัยว่า เรารู้จักพระนาคเสนด้วยตนเอง แต่พอพระบาทท้าวเธอแลเห็นพระนาคเสนเท่านั้น ก็เกิดความกลัว ความหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชัน
เพราะฉะนั้นพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
พระเจ้ามิลินท์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสน ผู้สมบรูณ์ด้วยจรณธรรม ผู้ได้ฝึกฝนอบรมมาเป็นอันดีแล้ว จึงตรัสขึ้นว่า
เราได้พบเห็นสมณพราหมณ์และบัณฑิตมาเป็นอันมาก ได้สนทนากับคนทั้งหลายมาเป็นอันมากแล้ว ไม่เคยมีความสะดุ้งกลัวเหมือนวันนี้เลย วันนี้ความปราชัยพ่ายแพ้จักต้องมีแก่เราเป็นแน่ เพราะจิตใจของเราไม่ตั้งอยู่เป็นปกติเหมือนแต่ก่อนเลย ดังนี้