ข้าแต่พระนาคเสน มีคำกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เสด็จดำเนินไปบนพื้นปฐพีในเวลาใด พื้นปฐพีอันไม่มีจิตวิญญาณก็ทำอาการเหมือนมีจิตวิญญาณ คือที่ต่ำก็สูงขึ้น ที่สูงก็ต่ำลง
แต่มีกล่าวไว้อีกว่า สะเก็ดศิลาได้กระเด็นมาถูกพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุใดสะเก็ดศิลาที่กระเด็นมานั้น จึงไม่กระเด็นกลับไปให้เหมือนของที่มีจิตวิญญาณ
ถ้าคำว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปบนแผ่นดินในที่ใด แผ่นดินในที่นั้น ที่ต่ำก็สูง ที่สูงก็ต่ำ เหมือนมีจิตวิญญาณจริงแล้ว ข้อที่ว่า สะเก็ดศิลากระเด็นมาถูกพระบาท ก็ผิดไป
ถ้าข้อว่า สะเก็ดศิลากระเด็นมาถูกพระบาท นั้นถูก ข้อว่า แผ่นดินอันไม่มีจิตวิญญาณ ก็แสดงอาการสูงต่ำเหมือนมีจิตวิญญาณ ก็ผิด ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ เป็นปัญหาลึก หยั่งรู้ได้ยาก มาถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
พระนาคเสนเถระตอบว่า
ขอถวายพระพร จริงทั้งสองอย่างนั้นแหละ แต่สะเก็ดศิลานั้น ไม่ได้กระเด็นมาตามธรรมชาติของมัน ตกลงมาด้วยการกระทำของ พระเทวทัต ต่างหาก พระเทวทัต ได้อาฆาตต่อสมเด็จพระบรมโลกนาถมาหลายแสนชาติแล้ว
พระเทวทัตคิดว่าจักให้ก้อนศิลาตกลงมาทับพระพุทธเจ้า จึงได้กลิ้งก้อนศิลาใหญ่โตเท่าเรือนยอด ลงมาด้วยกำลังเครื่องยนต์ ขณะนั้นมีก้อนศิลา ๒ ก้อน ได้ผุดขึ้นจากพื้นดินมารับก้อนศิลานั้นไว้ ก้อนศิลานั้นถูกกระทบ ก้อนศิลา ๒ ก้อนนั้นก็แตกกระจายไป สะเก็ดศิลาก้อนหนึ่ง จึงได้ไปตกถูกพระบาทของพระพุทธเจ้า
ข้าแต่พระนาคเสน ก้อนศิลา ๒ ก้อนนั้น ได้รับก้อนศิลานั้นไว้แล้ว ก็ควรจะรับสะเก็ดศิลาไว้ด้วย
รับไว้แล้วมหาบพิตร แต่ว่าสะเก็ดศิลามีมาก บางสะเก็ดก็รับไว้ไม่หมดจึงได้ตกกระเด็นไป
เปรียบเหมือนกับนมสด หรือน้ำมันเปรียง น้ำอ้อย น้ำผึ้ง เนยใส น้ำมัน เนื้อหมี เนื้อสัตว์ ต่าง ๆ ที่บุคคลกำไว้ในกำมือ เล็ดลอดไหลออกไปตามช่องนิ้วมือก็มีฉันใด
สะเก็ดศิลาที่เล็ดลอดไปจากการรับไว้แห่งศิลา ๒ ก้อนนั้น ก็มีได้เช่นกันฉันนั้น ก้อนที่เล็ดลอดไป ก็ได้ไปตกถูกพระบาทของพระพุทธเจ้า
ข้อนี้เปรียบได้อีกอย่างหนึ่ง คือเหมือนกับทรายที่บุคคลกำไว้ แล้วเล็ดลอดออกตามช่องนิ้วมือฉะนั้น หรืออีกอย่างหนึ่งเปรียบเหมือนกับคำข้าวที่บุคคลรับไว้ด้วยปากตกร่วงออกจากปากก็มีได้ฉันนั้น
ข้าแต่พระนาคเสน ก้อนศิลา ๒ ก้อนนั้น ได้รับก้อนศิลานั้นไว้แล้ว สะเก็ดศิลานั้นก็ควร จะเคารพพระพุทธเจ้า เหมือนกับแผ่นดินใหญ่แสดงความเคารพ ต่อพระพุทธเจ้าเช่นกันไม่ใช่หรือ?
ผู้ที่เคารพผู้อื่นไม่ได้ ๑๒ จำพวก
ขอถวายพระพร ผู้ที่เคารพผู้อื่นไม่ได้มีอยู่ ๑๒ จำพวก คือ
๑. ผู้กำหนัดยินดี
๒. ผู้โกรธ
๓. ผู้หลง
๔. ผู้กำเริบ
๕. ผู้เนรคุณ
๖. ผู้มีใจกระด้างเกินไป
๗. ผู้ชั่วช้า
๘. ผู้จักลงโทษ
๙. ผู้ไม่สละ
๑๐. ผู้กำลังทุกข์
๑๑. ผู้โลภครอบงำ
๑๒. ผู้วุ่นอยู่กับการงาน
มหาราชะ ถ้าสะเก็ดศิลานั้น ไม่แตกไปจากก้อนศิลา ก้อนศิลาใหญ่ทั้งสองก็ผุดขึ้นรับนั้น ก็จะได้รับสะเก็ดศิลานั้นไว้ได้ สะเก็ดศิลานั้น ได้ตั้งอยู่ที่อากาศ ได้แตกกระเด็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีทิศที่หมาย ตกไปตามแต่จะได้ จึงไปตกถูกพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อีกอย่างหนึ่ง ใบไม้แห้งที่ถูกลมหัวด้วนพัดขึ้นไป ก็ไม่มีทิศที่หมาย ย่อมตกไปตามแต่จะได้ฉันใด สะเก็ดศิลานั้นก็ไม่มีทิศที่หมายตกไปตามแต่จะได้ฉันนั้น
อนึ่ง สะเก็ดศิลานั้น ได้ตกไปถูกพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะให้พระเทวทัตผู้อกตัญญู ผู้กระด้าง ได้เสวยทุกข์ในนรก ขอถวายพระพร
ดีแล้วพระนาคเสน โยมรับว่าถูกต้อง
(อธิบาย ข้อที่ว่า ผู้กำเริบ หมายถึง ผู้นั้นถูกคนยกย่องสรรเสริญ จึงมีมานะไม่ยอมเคารพใคร ข้อว่า ผู้จักลงโทษ คือถือตัวว่าเป็นใหญ่ ข้อว่า ผู้ไม่สละ คือมีความตระหนี่)