ปัญหาที่ ๓
ถามเรื่อง
วิญญาณของต้นไม้

                 “ข้าแต่พระนาคเสน พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ เหตุไฉนเธอผู้มีความรู้ มีความเพียร มีความไม่ประมาท จึงถามสุขไสยากับต้นไม้ ซึ่งไม่มีเจตนา ฟังอะไรไม่ได้ ไม่รู้อะไร” ดังนี้ แต่ตรัสไว้อีกว่า

    “นี้แน่ะ ภารทวาชพราหม์ เธอจงไปถามต้นสะคร้อ ต้นสะคร้อจะตอบเธอตามถ้อยคำของเรา” ดังนี้

    ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าต้นไม้ไม่มีเจตนา คำที่ว่า ภารทวาชพราหมณ์ไปพูดกับต้นไม้สะคร้อนั้น” ก็ผิดไป ถ้าคำว่า “ภารทวาชพราหมณ์ไปพูดกับต้นไม่นั้น” เป็นคำถูกต้อง คำว่า ต้นไม้ไม่มีเจตนา” ก็ผิด ปัญหานี้ เป็นอุภโตโกฏิ ขอได้โปรดแก้ให้สิ้นสงสัยเถิด”

    พระนาคเสนชี้แจงว่า “ขอถวายพระพร ข้อที่ว่า “สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า ต้นไม้ไม่มีเจตนานั้น” ก็ถูกข้อที่ว่า ภารทวาชพราหมณ์ได้พูดกับต้นสะคร้อนั้น” ก็ถูก คือถูกตามโลกสมัญญา อันได้แก่ ตามความเชื่อถือของคนทั้งหลาย ความจริงนั้นการพูดแห่งสิ่งไม่มีเจตนา คือไม่มีจิตวิญญาณไม่มี

    แต่ว่ามี เทวดา ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นสะคร้อนั้น พราหมณ์นั้นได้ไปถามต้นสะคร้อขึ้นเทวดาจึงตอบแทนต้นสะคร้อ แต่คนทั้งหลายก็เรียกว่าพูดกับต้นไม้ อันเป็นโลกบัญญัติ

    ขอถวายพระพร เกวียนอันเต็มด้วยข้าวเปลือก คนก็เรียกว่า “เกวียนข้าวเปลือก” คือเกวียนอันบรรทุกเต็มด้วยข้าวเปลือก คนจึงเรียกว่า “เกวียนข้าวเปลือก” ก็เพราะบรรทุกข้าวเปลือกฉันได

    ต้นไม้พูดไม่ได้ ต้นไม้ไม่มีเจตนา แต่เทวดาที่สิ่งสถิตอยู่ที่ต้นไม้นั้นต่างหากเป็นผู้พูดคนทั้งหลายจึงถือว่าต้นไม้พูดฉันนั้น

    อีกประการหนึ่ง เหมือนกับคนกับคนกำลังเอานมส้ม มากระทำให้เป็นน้ำมันเปรียงอยู่ เขาก็เรียกว่า “เราทำน้ำมันเปรียง” ความจริงนั้นนมส้มนั้นยังไม่เป็นน้ำมันเปรียง เพียงแต่เขากำลังกระทำอยู่ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด

    ข้อที่ว่าต้นไม้พูด ซึ่งหมายถึงเทวดาที่อยู่ที่ต้นไม้นั้นพูด ก็เป็นคำโลกบัญญัติขึ้นฉันนั้น คนพูดกันตามความเข้าใจของโลกฉันใด พระตถาคตเจ้าก็ทรงแสดงธรรมตามความเข้าใจของโลกฉันนั้น ขอถวายพระพร”

    ถูกต้องแล้ว พระนาคเสน โยมยอมรับว่าถูก”