วรรคที่ ๓
ปัญหาที่ ๑
ถามเรื่องทรงแสดงของลับ

                 ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระพิชิตมารได้ตรัสประทานว่า

    “ความสำรวมทางกาย วาจา ใจ เป็นของดี ความสำรวมในที่ทั้งปวงเป็นของดี” ดังนี้

    แต่มีกล่าวไว้ว่า พระตถาคตเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางบริษัท ๔ ได้ทรงแสดงวัตถุคุยหะ (ของลับ) อันอยู่ในฝักแก่  เสลพรหมณ์ ต่อหน้าเทพยาดาทั้งหลาย

    ทั้งทรงแลบพระชิวหาออกแยงช่องพระโสตทั้งสอง และทรงแลบพระชิวหาออกปิดพระนลาต คือหน้าผาก ไม่สำรวมสื่งที่ควรปกปิด

    ถ้าได้ตรัสไว้ว่า “การสำรวมเป็นการดี” จริงแล้ว คำที่ว่า “ทรงแสดงวัตถุคุยหะแก่เสลพราหมณ์นั้น” ก็ผิด

    ถ้าคำว่า “ทรงแสดงวัตถุคุยหะแก่เสลพราหมณ์” นั้นถูก คำว่า “การสำรวมเป็นความดีนั้น” ก็ผิด ปัญหาข้อนี้เป็นอุภโตโกฏิโปรดแก้ให้สิ้นสงสัยด้วยเถิด”

    พระนาคเสนเฉลยปัญหานี้ว่า

    “ขอถวายพระพร คำทั้งสองข้อนั้นถูกทั้งนั้น แต่ว่าผู้ใดมีความสงสัยในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ทรงแสดงเงาแห่งพระกายคล้ายกับสิ่งนั้นด้วยฤทธิ์ เพื่อให้ผู้นั้นสิ้นสงสัย ผู้นั้นก็ได้เห็นปาฏิหาริย์นั้น”

    ข้าแต่พระนาคเสน ข้อนั้นใครจักเชื่อถือคือผู้อยู่ในที่ประชุมนั้น ได้เห็นวัตถุคุยหะนั้นแต่ผู้เดียว นอกนั้นไม่มีใครเห็น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงชี้แจงให้โยมเข้าใจอีก”

    “ขอถวายพระพร มหาบพิตรเคยเห็นบุรุษผู้เจ็บไข้ เกลื่อนกล่นด้วยญาติมิตรหรือไม่ ?

    “อ๋อ....เคยเห็นซิ พระผู้เป็นเจ้า”

    “ขอถวายพระพร ญาติมิตรที่อยู่ในที่ประชุมนั้น ได้เห็นทุกขเวทนาของบุรุษนั้นหรือไม่ ?”

    “ไม่ได้เห็น พระผู้เป็นเจ้า”

    “ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ผู้ที่ยังสงสัยอยู่ ผู้นั้นก็ได้เห็นเพียงแต่เงาแห่งวัตถุคุยหะ ที่อยู่ในภายในผ้าสบงของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงบันดาลให้เห็นฉันนั้น อีกอย่างหนึ่ง เวลาภูตผีปีศาจเข้าสิงบุรุษ มีผู้เห็นผีหรือไม่ ?”

    “ไม่เห็น พระผู้เป็นเจ้า”

    “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือผู้ใดสงสัยในเรื่องวัตถุตุยหะของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงแสดงให้เห็นแต่ผู้นั้นเท่านั้น”

    “ข้าแต่พระพนาคเสน เป็นอันว่า สิ่งที่ไม่น่าจะเห็นได้แต่ผู้เดียว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงให้เห็นได้แต่ผู้เดียว เป็นการกระทำได้ยาก”

    “ขอถวายพระพร สมเด็จพระชินวรเจ้าไม่ได้ทรงแสดงพระคุหะด้วยกิริยาปกติธรรมดา ได้ทรงบันดาลให้เห็นเพียงเงาเท่านั้นแต่เมื่อเสลพราหมณ์ได้เห็นแล้วก็สิ้นสงสัยถึงสิ่งที่กระทำได้แสนยาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ทรงกระทำ เพื่อให้ผู้ควรรู้ธรรมได้รู้ธรรม

    ถ้าพระตถาคตเจ้าไม่ทรงทำอย่างนั้น ผู้ที่ควรรู้ธรรมก็จะไม่รู้ธรรม พระตถาคตเจ้าชื่อว่าเป็นพระสัพพญญูไม่ใช่หรือ เพราเหตุที่พระองค์เป็นพระสัพพัญญู ผู้ที่ควรรู้ธรรมด้วยการประกอบอย่างใด ๆ พระตถาคตเจ้าก็ทรงให้รู้ธรรมด้วยประการประกอบอย่างนั้น ๆ

    เหมือนกับนายแพทย์ผู้ฉลาด รู้ว่าเป็นโรคจะหายไปด้วยยาชนิดใด จะเป็นยาถ่าย หรือยาทา หรือผ่าตัด อบ รม อย่างใด ก็ทำอย่างนั้น

    อีกประการหนึ่ง หญิงที่มีครรภ์แก่ถ้วนแล้ว ย่อมแสดงกระทั้งของลับ ซึ่งไม่ควรแสดงแก่หมอฉันใด

    สมเด็จพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงพระคุยหะอันไม่ควรแสดงแก่เวไนย เพื่อให้รู้ธรรมด้วยฤทธิ์ฉันนั้น

    โอกาสอันชื่อว่าไม่ควรแสดงด้วยการกำหนดบุคคลย่อมไม่มี ถ้ามีใครได้เห็นพระทัยของพระพุทธเจ้า จึงจะรู้ธรรมได้ พระองค์ก็ต้องทรงแสดงพระหฤทัยให้ผู้นั้น vสมเด็จพระภควันต์เป็นโยคัญญู คือรู้จักวิธีประกอบ เป็นเทสนากุสโลคือทรงฉลาดในทางทรงแสดง พระตถาคตเจ้าทรงทราบอธิมุติ คือนิสัยของ พระนันทะ ได้ดี จึงทรงนำพระนันทะขึ้นไปสู่สวรรค์ ให้เห็นพวกเทพกัญญา ด้วยทรงดำริว่า กุลบุตร ผู้นี้จักรู้ธรรมได้ด้วยอุบายอันนี้ แล้วกุลบุตรนี้ก็ได้รู้ธรรมด้วยอุบายนั้น

    เป็นอันว่า สมเด็จพระบรมศาสดาทรงติเตียนเกลียดชังศุภนิมิต คือสิ่งที่เห็นว่าสวย งามไว้เป็นอันมาก แต่ได้ทรงแสดงนางอัปสรผู้ประดับด้วยเครื่องแก้วเครื่องทอง มีสีเท้าแดงดังสีเท้านกพิราบแก่พระนันทะ เพื่อจะให้พระนันทะรู้ธรรม พระนันทะก็ได้รู้ธรรมด้วยอุบายอันนั้น พระตถาคตเจ้าเป็นโยคัญญูเป็นเทสนากุสโลอย่างนี้

    ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง มหาบพิตร คือสมเด็จพระพิชิตมารถูกพราหมณ์ โมฆราช ทูลถามปัญหาถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ทรงแก้ด้วยทรงเห็นว่ามานะของกุลบุตรนี้ จักหายไปด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อมานะหายไปธรรมวิเศษก็จักมีดังนี้ ด้วยอาการที่ทรงกระทำอย่างนั้น มานะของกุลบุตรนั้นก็สงบไป มานะสงบไปแล้ว ก็ได้สำเร็จอภิญญา ๖

    แม้ด้วยอาการอย่างนี้ สมเด็จพระชินสีห์ก็เชื่อว่าเป็นโยคัญญู คือผู้รู้จักวิธีประกอบ หรือวิธีการชื่อว่าเทสนากุสโล ผู้ฉลาดในเทสนาขอถวายพระพร”

    “ดีแล้ว พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้แก้ปัญหานี้ออกให้แจ่มแจ้ง ด้วยอ้างเหตุการณ์หลายอย่างแล้ว ได้ทำลายป่ารกแล้ว ทำมืดให้สว่างแล้ว ทำลายข้อยุ่งยากเสียแล้ว หักล้างถ้อยคำของผู้อื่นเสียหมดแล้ว ทำให้เกิดจักษุคือปัญญา แก่ศากบุตรพุทธชิโนรสได้แล้ว”

อธิบาย

    ท่านเสลพราหมณ์ได้เห็นพระพุทธเจ้า เมื่อตรวจดูพระพุทธลักษณะ ตามตำราของพราหมณ์แล้วเห็นว่ายังไม่ครบถ้วนบางประการจึงมีความสงสัยอยู่ว่า จะเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่ พระพุทธองค์ทรงทราบว่าอุปนิสัย จึงได้ทรงกระทำเช่นนั้น

    ส่วนพราหมณ์   โมฆราช ท่านเป็นศิษย์หนึ่งใน ๑๖ คน ของ  พราหมณ์พาวรี โดายอาจารย์เป็นผู้ตั้งคำถาม ให้ศิษย์ทั้ง ๑๖ คนไปถามพระพุทธเจ้า ท่านโมฆราชจะเป็นผู้ถามปัญหาคนที่ ๒ แต่ถือว่าตนเป็นคนมีปัญญาดีกว่า พระพุทธเจ้าจึงตรัสห้ามไว้ก่อนเพราะรู้ว่ายังมีมานะอยู่

    ต่อเมื่อถามปัญหาเป็นลำดับถึงคนที่ ๘ แล้ว ท่านโมฆราชปรารภจะทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๙ อีก พระบรมศาสดาก็ทรงห้ามไว้ดุจนัยหลหลัง รอให้ถามหัญหาถึง ๑๔ คนแล้วจึงทูลถามเป็นคนที่ ๑๕ ว่า

    “ข้าพระพุทธเจ้าจะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราช (ความตาย) จึงไม่แลเห็นคือจักไม่ตามทัน พระพุทธเจ้าข้า ?”

    สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า

     “ท่านจงเป็นคนมีสติพิจรณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าเป็นตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายอย่างนี้ท่านพิจจรณาเห็นโลกอย่างนี้แล มัจจุราชจึงจะไม่แลเห็น ฯ”

    ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหาข้อนี้ ท่านโมฆราชได้บรรลุแก้ปัญหาข้อนี้ ท่านโฆราชได้บรรลุพระอรหัตผล มาณพทั้ง ๑๖ คนกับทั้งบริวาร จึงได้ทูลขออุปสมบท ต่อมาพระโมฆราชได้รับยกย่องจากพระศาสดา ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง