ปัญหาที่ ๗
ถามถึงธรรมอันประเสริฐสุด

                “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พระธรรมเป็นของประเสริฐสุด ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น

    แต่ตรัสไว้อีกว่า คฤหัสถ์ถึงความเป็นพระโสดาบัน ละอบายภูมิทั้ง   ๔ แล้ว ถึงความเห็นแล้ว รู้แจ้งศาสนาแล้ว ก็ยังกราบไหว้ลุกรับ ซึ่งพระภิกษุสามเณรผู้เป็นปุถุชนอยู่

   ถ้าถือว่าพระธรรมประเสริฐสุดจริง คำที่กล่าวถึงการที่คฤหัสถ์ผู้เป็นพระโสดาบัน กราบไหว้พระภิกษุสามเณรปุถุชนนั้นก็ผิดไป

   ถ้าคำว่า คฤหัสถ์ผู้เป็นพระโสดาบันกราบไหว้พระภิกษุสามเณรผู้เป็นปุถุชนนั้นถูก คำว่าพระธรรมประเสริฐสุดในโลกนั้นก็ผิดไป ปัญหาข้อนี้เป็นอภุโตโกฏิ แก้ได้ยาก ขอได้โปรดแก้ให้สิ้นสงสัยด้วยเถิดพระคุณเจ้าข้า”

   พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไว้ว่า

   “ขอถวายพระพร คำทั้งสองนั้นถูกทั้งนั้น แต่ว่าเหตุที่ให้คฤหัสถ์ผู้เป็นพระโสดาบัน กราบไหว้พระภิกษุสามเณรปุถุชนนั้น มีอยู่ต่างหาก เหตุนั้นคืออะไร ? คือ สมณกรณธรรม   ๒๐ อย่าง  และ  เพศ  ๒ อย่าง

สมณกรณธรรม ๒๐ นั้นคือ

            ๑. มีภูมิอันประเสริฐ
            ๒. มีความนิยมอันเลิศ
            ๓. ความประพฤติอันดีงาม
            ๔. ธรรมเป็นเครื่องอยู่
            ๕. ความสำรวมอินทรีย์ ๖
            ๖. ความระวังปาฏิโมกข์
            ๗. ความอดทน
            ๘ ความยินดีในธรรมอันดี
            ๙. ความยินดียิ่งในธรรมอันแท้
            ๑๐. ความประพฤติในธรรมอันเที่ยงแท้
            ๑๑. ความอยู่ในที่สงัด
            ๑๒. ความละอาย
            ๑๓. ความสดุ้งกลัว
            ๑๔. ความเพียร
            ๑๕. ความไม่ประมาท
            ๑๖. บำเพ็ญสิกขา
            ๑๗. ตั้งใจเล่าเรียนสอบถาม
            ๑๘. ยินดียิ่งในศีลเป็นต้น
            ๑๙. ไม่มีความอาลัย
            ๒๐ ทำสิกขาบทให้เต็ม

   เพศ  ๒ นั้นได้แก่ นุ่งห่มผ้าเหลือง  ๑ มีศรีษะโล้น  ๑

   ภิกษุย่อมถือสรณกรณธรรม   ๒๐ กับ   เพศ  ๒ ไว้อย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่างลงสู่ภูมิของพระเสขะ ชื่อว่าย่างลงสู่ภูมิพระอรหันต์ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านั้นอย่างบริบูรณ์ สมควรเรียกว่าผู้ถึงซึ่งระหว่างแห่งภูมิอันประเสริฐ ผู้ถึงซึ่งที่ตั้งแห่งเหตุอันจะให้เป็นพระอรหันต์

   เพราะฉะนั้นอุบาสกผู้เป็นพระโสดาบันจึงควรกราบไหว้ ลุกรับ พระภิกษุปุถุชนด้วยคิดว่า ท่านผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสมณะ คุณวิเศษอย่างนี้ย่อมไม่มีแก่เรา ๑

    คิดว่าท่านเข้าถึงความเป็นบริษัทอันเลิศ และได้เพื่อจะฟังปาฏิโมกข์อุทเทส เราไม่ได้ฟัง ๑

   ท่านให้บรรพชาอุปสมบทได้ อาจให้พระพุทธศาสนาเจริญได้ เราให้บรรพชาอุปสมบทไม่ได้ ๑

   ท่านเป็นผู้ปฏิบัติในสิกขาบท อันไม่มีประมาณ เราไม่ได้ปฏิบัติ ๑

   ท่านประกอบด้วยเพศสมณะ ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์ เราห่างไกลจากเพศนั้น ๑

   ท่านไม่ปล่อยขนรักแร่ เล็บมือ เล็บเท้า หนวดเคราให้รกรุงรัง ทั้งไม่หวั่นไหวในกามารมณ์ ไม่ได้ประดับประดาร่างกาย ไม่ได้ลูบไล้เครื่องหอม ส่วนเรายังยินดีอยู้ในการตกแต่งร่างกาย ๑ vขอถวายพระพร สมณกรธรรม   ๒๐ กับ   เพศ  ๒ นั้นย่อมมีแก่ภิกษุ พระภิกษุนั้นย่อมทรงธรรมเหล่านั้นไว้ และให้ผู้อื่นศึกษาในธรรมเหล่านั้นไว้ และใหผู้อื่นศึกษาในธรรมเหล่านั้น

   อุบาสกผู้เป็นพระโสดาบัน ควรกราบไหว้ลุกรับภิกษุปุถุชน ด้วยคิดว่า ความรู้ ความดีเหล่านั้น ไม่ได้มีอยู่แก่เรา”

อุปมาพระราชโอรส

   “ขอถวายพระพร เนื้อความข้อนี้ควร กำหนดทราบด้วยอุปมาอย่างเช่นว่า พระราชโอรสย่อมศึกษาวิชาในสำนักปุโรหิต เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้น ก็ได้อภิเษกเป็นพระราชา

   พระราชกุมารนั้นย่อมกราบไหว้ลุกรับอาจารย์ด้วยคิดว่า เป็นผู้สอนวิชาให้ฉันใด พระภิกษุก็เป็นผู้ให้ศึกษา เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความสำรวม เพราะฉะนั้น อุบาสกเป็นพระโสดาบัน จึงควรกราบไหว้ลุกรับภิกษุปุถุชน

   อีกประการหนึ่ง ขอจงทราบว่า ภูมิของภิกษุเป็นภูมิใหญ่ ไม่มีภูมิเสมอ เป็นภูมิไพบูลย์ด้วยปริยายอันนี้

    ถ้าอุบาสกผู้เป็นพระโสดาบันได้สำเร็จพระอรหันต์ มีคติอยู่  ๒ คือ   ต้องปรินิพพานในวันนั้น หรือเข้าถึงความเป็นภิกษุในวันนั้นจึงจะได้ เพราะว่าบรรพชานั้นเป็นของใหญ่ เป็นของปริสุทธิ์ เป็นของถึงซึ่งความเป็นของสูงคือภูมิของภิกษุ ขอถวายพระพร”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ปัญหานี้พระผู้เป็นเจ้าผู้มีญาณ ผู้มีกำลัง ผู้มีวุฒิยิ่ง ได้ชี้แจงไว้แล้ว ผู้อื่นนอกจากพระผู้เป็นเป็นเจ้า ไม่มีสามารถให้รู้แจ้งได้”