ตอนที่ ๒๑
ปัญหาที่ ๔
ถามเรื่อง
พ้นจากบ่วงมรณะ

                  พระเจ้ามิลินทร์ตรัสถามปัญหาสืบไปว่า

    “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายจะเร้นซ่อนตนอยู่ในที่ใด ๆ ก็ตาม ที่พ้นความตายไม่มี ที่ความตายจะครอบงำไม่ได้ไม่มีดังนี้ แต่ได้ทรงแสดงพระปริตร คือพระพุทธมนต์อันเป็นเครื่องป้องกันไว้

   พระปริตรนั้นได้แก่อะไรบ้าง คือ

    ขันธปริตร     ๑ สุวัตถิปริตร     ๑ โมรปริตร     ๑ ธชัคคปริตร    ๑ อาฏานาฏิยปริตร ๑

   ถ้าผู้อยู่ในอากาศ หรือในท่ามกลางมหาสมุทร หรืออยู่ในท่ามกลางภูเขา ไม่พ้นจากอำนาจความตายแล้ว พระปริตรนั้นก็ผิดไป

   ถ้าพ้นจากความตายด้วยพระปริตรคำว่า “ที่ความตายไม่ครอบงำไม่มีนั้น” ก็ผิดไป ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ ยุ่งยากมากขอพระผู้เป็นเจ้าจงแก้ไขให้ง่ายเถิด”

   พระนาคเสนจึงตอบว่า

   “ขอถวายพระพร สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสไว้อย่างนั้นจริง และได้ทรงแสดงพระปริตรไว้เป็นอันมากจริง และได้ทรงแสดงพระปริตรไว้เป็นอันมากจริง

   พระปริตรนั้นย่อมป้องกันได้เฉพาะผู้ที่ยังไม่หมดอายุขัย ทั้งไม่มีบุพพกรรมมาตัดรอนเท่านั้น ส่วนผู้ที่หมดอายุขัยแล้ว ไม่สามารถที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะให้มีอายุสืบต่อไปได้

   ขอถวายพระพร ต้นไม้ที่ตายแล้ว แห้งผุแล้ว ไม่มียางแล้ว มีเปลือกกระพี้ร่วงไปหมดแล้ว ถึงจะตักน้ำมารดวันละพันโองก็ตาม ต้นไม่นั้นก็ไม่กลับเขียวสดขึ้นได้อีกฉันใด ผู้ที่หมดอายุขัยแล้ว จะทำให้มีอายุด้วยยาหรือพระปริตรก็ไม่ได้ฉันนั้น vยาทั้งสิ้นในแผ่นดินนี้ ไม่มีประโยชน์แก่ผู้ที่หมดอายุขัยแล้ว มีประโยชน์แก่ผู้มีอายุขัยยังเหลืออยู่เท่านั้น พระปริตรทั้งหลายก็รักษาคุ้มครองอยู่แต่ผู้ยังไม่ถึงที่ตาย ผู้ไม่มีบุพพกรรมตามทันเท่านั้น สมเด็จพระทรงธรรม์ได้ทรงแสดงพระปริตรไว้เพื่อผู้มีอายุขัยยังเหลืออยู่ ทั้งไม่มีบุพพกรรมเท่านั้น

   ชาวนาเมื่อข้าวแก่แล้วก็กั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปในนา ส่วนข้าวกล้าที่ยังไม่แก่ ก็งอกงามขึ้นด้วยน้ำที่มีอยู่ฉันใด    ยากับพระปริตร     ก็มีไว้สำหรับผู้ยังมีอายุขัยเหลืออยู่ฉันนั้น”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าผู้หมดอายุขัยแล้วย่อมตายไป ผู้ยังไม่หมดอายุขัยก็ยังมีชีวิตอยู่เป็นธรรมดา พระปริตรกับยาก็ไม่มีปรปะโยชน์อันใด ?”

   “ขอถวายพระพร ผู้ที่หายจากโรคด้วยยา มหาบพิตรเคยเห็นหรือไม่ ?”

   “เคยเห็นหลายร้อยราย พระผู้เป็นเจ้า”

   ถ้าอย่างนั้น คำที่มหาบพิตรว่า ยากับพระปริตรไม่มีประโยชน์ก็ผิดไป”

   “ข้าแต่พระนาคเสน โรคย่อมหายไปด้วยการกระทำของหมอทั้งหลายมีปรากฏอยู่”

   “ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เคยทรงสดับเสียงของผู้สวดพระปริตรจนลิ้นแห้งอ่อนใจ คอแหบ แล้วหายจากความเจ็บไข้ทั้งปวง หายจัญไรทั้งปวง และเคยเห็นหรือไม่ว่า ผู้ถูกงูกัดแล้วหายด้วยอำนาจมนต์ ?”

   “เคยสดับ ผู้เป็นเจ้า เพราะในโลกได้เคยมีอย่างนี้ จนกระทั้งทุกวันนี้”

   “ขอถวายพระพร ถ้าอยางนั้น คำที่มหาบพิตรว่า พระปริตรหรือมนต์ไม่มีประโยชน์นั้นก็ผิดไป

   งูจะกัดผู้มีพระปริตร ก็อ้าปากไม่ขึ้น พวกโจรที่คิดร้ายก็มีอาวุธหลุดมือ ช้างที่ดุร้ายพอเข้าใกล้ก็หายดุ ไฟที่กำลังลุกก็ดับ ยาพิษที่แรงกล้าก็หายไปด้วยยาแก้ ผู้คิดจะฆ่าพอมาถึงก็ยอมตัวเป็นทาส บ่วงหรือแร้วที่เขาดักไว้ก็ไม่ลั่น

   มหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่า พญานกยูงได้เจริญพระปริตรทุกวัน นายพรานไม่อาจจับได้ตลอด    ๗ ปี ในวันที่ไม่ได้เจริญพระปริตร จึงไปติดบ่วงของนายพราน ?”

   “เคยสดับ พระผู้เป็นเจ้า เพราะเรื่องนี้รู้กันอยู่ทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์”

   “มหาบพิตรเคยได้ทรงสดับหรือไม่ว่า มีทานพคือยักษ์ตนหนึ่ง เมื่อจะรักษาภรรยาไว้ให้ดี ก็เอาภรรยาใส่ลงในผอบใหญ่ แล้วกลืนไว้ในท้อง

   คราวนั้น มีวิชาธรตนหนึ่งเข้าไปในปากทานพนั้น ไปร่วมรักกับภรรยาของทานพ เมื่อทานพเปิดผอบขึ้น วิชาธรก็หนีไปตามสบาย”

   “เคยได้สดับ พระผู้เป็นเจ้า เพราะเรื่องนี้มีผู้รู้กันอยู่ในโลก”

   “ขอถวายพระพร วิชาธรนั้น พ้นจากการถูกจังไปได้ด้วยกำลังพระปริตรไม่ใช่หรือ ?”

   “ใช่ พระผู้เป็นเจ้า”

    “ถ้าเช่นนั้น มหาบพิตรเคยได้ทรงสดับกำลังพระปริตรมีอยู่หรือไม่ว่า มีวิชาธรอีกตนหนึ่ง ลอบไปทำชู้กับพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เวลาจะถูกจับก็ทำตัวหายวับไปด้วยกำลังมนต์ ?”

   “เคยได้สดับ พระผู้เป็นเจ้า”

   “วิชาธรนั้น พ้นจากการถูกจับด้วยกำลังประปริตรไม่ใช่หรือ?”

    “ใช่ พระผู้เป็นเจ้า”

   “ถ้าอย่างนั้น กำลังพระปริตรก็มีอยู่”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระปริตรรักษาได้ทุกคนไปหรือ ?”

   “ไม่ทุกคนไป บางพวกก็รักษาได้ บางพวกก็รักษาไม่ได้”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้น พระปริตรก็รักษาไม่ได้หมด”

   “ขอถวายพระพร โภชนาหารรักษาชีวิตไว้ได้หมดหรือ ?”

   “ได้ก็มี ไม่ได้ก็มี ผู้เป็นเจ้า”

   “เพราะเหตุไรมหาบพิตร ?”

   “เพราะเหตุว่า พวกที่กินมากเกินไปถึงกับเสียดท้องแน่นท้องตายก็มี”

   “ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นโภชาหารทำให้สิ้นชีวิตได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ กินมากเกินไป    ๑ ไฟย่อยอาหารอ่อนเกินไฟเสียซึ่งชีวิตด้วยเหตุอย่างที่ว่านี้ก็มี”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ     พระปริตรรักษาบุคคลได้เป็นบางจำพวก ไม่ได้เป็นบางจำพวก พระปริตรก็รักษาไม่ได้ด้วยเหตุ     ๓ ประการ คือ

    มีบุพกรรมกางกั้น    ๑ มีกิเลสกางกั้น     ๑ ไม่เชื่อถือ     ๑ ผู้มีเหตุ    ๓ ประการนี้ ประการใดประการหนึ่งก็ตาม พระปริตรก็รักษาไม่ได้

   ขอถวายพระพร ธรรมดามารดาย่อมเลี้ยงบุตรผู้อยู่ในครรภ์ของตน เมื่อบุตรเกิดมาแล้ว เจ็บไข้ไม่สบาย มารดาก็เอาใจใส่รักษาเช็ดล้าง ซึ่งอุจจาระปัสสาวะ น้ำมูกน้ำลายด้วยความไม่รังเกียจ แล้วหาของหอมมาลูบไล้ให้

   ต่อมาภายหลังเมื่อบุตรนั้นไปด่าว่าฆ่าตีบุตรของผู้อื่น เมื่อเขาจับได้นำไปหาเจ้านายให้ลงโทษเฆี่ยนตี ส่วนผู้เป็นมารดาถูกจับไปลงโทษเฆี่ยนตีด้วยหรือไม่ ?”

   “ไม่ พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ พระปริตรก็ไม่รักษาผู้ได้ทำความผิดไว้ ป้องกันผู้มีบุพพกรรมไม่ได้ ขอถวายพระพร

   ฐานันดรแล้วมีอยู่ เมื่อมีกรณีกิจเกิดขึ้นพระราชาก็ตรัสสั่งว่า

   “คนทั้งปวงในแผ่นดินของเรา จงกระทำพลีแก่เรา มหาอำมาตย์ทั้ง ๔ จงทำเรื่องนี้สำเร็จ”

   อาตมาภาพขอถามว่า ความสะดุ้งต่อภัยคือพลี จะมีแก่มหาอำมาตย์ทั้ง ๔ หรือไม่?”

   “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

   “เพราะเหตุไร มหาบพิตร ?”

   “เพราะเหตุว่ามหาอำมาตย์ทั้ง ๔ นั้นเป็นผู้ที่พระราชาทรงตั้งไว้ในตำแห่งสูงแล้วเป็นผู้ล่วงเสียซึ่งพลีแล้ว

    คำที่พระราชาตรัสสั่งว่า บุคคลทั้งปวงจงกระทำพลีนั้น หมายบุคคลเหล่าอื่น นอกจากมหาอำมาตย์ทั้ง ๔ นั้น อย่างนี้แหละพระผู้เป็นเจ้า”

    “ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสไว้ว่า บุคคลทั้งปวงสะดุ้งต่ออาชญา กลัวต่อความตายนั้น สมเด็จพระภควันต์ก็ไม่ได้ตรัส หมายถึงพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ได้ตัดเหตุที่จะให้สะดุ้งกลัวเสียหมดแล้ว หมายเฉพาะผู้ยังมีกิเลสเท่านั้น”

   “ถูกแล้ว พระนาคเสน ปัญหานี้พระผู้เป็นเจ้าแก้ดีแล้ว”