พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า
"ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนอานนท์อิทธิบาททั้ง ๔ เป็นของที่พระตถาคตเจ้าได้อบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นยานพาหนะแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนือง ๆ แล้ว สะสมไว้มั่นแล้ว ปรารภไว้ดีแล้ว เมื่อพระตถาคตเจ้าจำนงจะดำรงอยู่ตลอดกัป หรือเกินกัปก็ได้
แล้วตรัสอีกว่า เมื่อล่วง ๓ เดือนจากนี้ไป พระตถาคตเจ้าจักปรินิพพาน ดังนี้
ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าพระตถาคตเจ้าทรงเจริญอิทธิบาท ๔ จนสามารถให้อยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกัปนั้นเป็นของจริงการกำหนดเดือนนั้นผิดไป ถ้าการกำหนดเดือนนั้นถูก คำว่า จะดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่านั้นก็ผิดไป
คำของพระตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ผิด เป็นคำของจริงทั้งนั้น ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ เป็นปัญหาลึกละเอียด รู้ได้ยาก ขอพระผู้เป็นเจ้าจงทำลายเสียซึ่งข่าย คือความเห็นเถิด
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร ข้อที่ว่าพระตถามคตเจ้าทรงเจริญอิทธิบาท อาจให้ทรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่านั้นก็้เห็นของจริง การกำหนดเดือนนั้นก็เป็นของจริง
เพราะกัปที่ตรัสไว้นั้น หมายถึงอายุกัปไม่ใช่ว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงกำลังของพระองค์ จึงได้ทรงตรัสไว้อย่างนั้น แต่เมื่อจะทรงแสดงกำลังแห่งอิทธิบาท จึงได้ตรัสไว้อย่างนั้นต่างหาก
ขอถวายพระพร เมื่อพระราชาจะทรงแสดงกำลังรวดเร็วแห่งมัาอาชาไนย ก็ได้ตรัสขึ้นในท่ามกลางมหาชนว่า ม้าตัวประเสริฐนี้อาจวิ่งไปรอบโลก แล้วกลับมมาถึงที่นี้ได้ในขณะเดียว ดังนี้
ไม่ใช่ว่าตรัสอย่างนี้ เพื่อจะทรงแสดงความรวดเร็วของพระองค์ ทรงประสงค์เพื่อจะทรงแสดงความรวดเร็วของมัาอาชาไนยต่างหาก ข้อที่พระตถาคตเจ้าตรัสอย่างนั้น ก็เพื่อจะทรงแสดงกำลังอิทธิบาทเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อจะทรงแสดงกำลังของพระองค์เลย
พระตถาคตเจ้าไม่ต้องการความมีความเป็นทั้งปวงแล้ว ทรงติเตียนภพ คือ ความมีความเป็นทั้งสิ้น
ข้อนี้สมกับพระพุทธฏีกาของสมเด็จพระมหามุนีทรงตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าคูถถึงมีเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็นฉันใด ภพถึงมีเพียงเล็กน้อย ชั่วดีนิ้วมือเดียว เราตถาคตก็ไม่สรรเสริญ
มหาบพิตรทรงเข้าพระทัยว่า พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัยในภพทั้งปวง เพราะอาศัยอิทธิฤทธิ์หรือไม่ ?
หามิได้ พระผู้เป็นเจ้า
ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่า เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาจะทรงแสดงกำลังอิทธิบาท จึงได้ทรงบันลือพระพุทธสีหนาทไว้อย่างนั้น ขอถวายพระพร
ถูกแล้ว พระนาคเสน โยมยินดีรับคำที่พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนามานี้
ในฏีกาอธิบายว่า ผู้เจริญอิทธิบาทสำเร็จแล้ว ควรมีอายุอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกล่าด้วยกำลังอิธิบาท
ได้แก่พระตถาคตเจ้าไม่ทรงสรรเสริญซึ่งการเป็นไปแห่งภพ อันได้แก่ขันธ์ ๕ โดยที่สุดเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ได้ทรงสรรเสริญแต่พระนิพพาน คือความไม่เป็นไปแห่งขันธ์ ๕ เท่านั้น
ได้แก่ส่วนหนึ่ง ๆ แห่ง ๘๐ ส่วน ของกัปหนึ่ง ๆ คือในกัปหนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น ๘๐ ส่วน
ในอิธิพลกถาวรรณนา หน้า ๒๙๖ ว่า อายุกัปนั้น ได้แก่กำหนดอายุแห่งสัตว์นรกและสวรรค์นั้น ๆ
เพราะฉะนั้น จึงได้ใจความว่า ผู้สำเร็จอิทธิบาท เมื่อจำนงจะอยู่ตลอดอายุกัปหนึ่ง หรือเกินกว่าก็ได้ แต่ท่านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วทั้งนั้น ไม่มีใครประสงค์จะอยู่เลย จึงไม่ใครอยู่ ดังนี้