สมเด็จพระบรมกษัตริย์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสน ด้วยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า
ดูก่อนอานนท์ บัดนี้พระสัทธรรมจักตั้งอยู้เพียง ๕,๐๐๐ ปี เท่านั้น
แต่ในเวลาจะปรินิพพาน สุภัททปริพาชก ทูลถาม ได้ตรัสอีกว่า
ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุเหล่านี้ ยังปฎิบัติชอบอยู่โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย คำนี้เป็นคำไม่มีเศษ เป็นคำเด็ดขาด
ถ้าสมเด็จพระบรมโลกนาถได้ตรัสไว้ว่า โลกจักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้ เป็นคำจริงแล้ว คำที่ว่า บัดนี้พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น ก็ผิด
ถ้าคำว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น เป็นคำถูก คำที่ว่า โลกจักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นคำผิด ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ โปรดแก้ไขให้โยมสิ้นสงสัยด้วยเถิด
พระนาคเสนถวายวิสัชนาว่า
ขอถวายพระพร ถูกทั้งสอง คือคำที่ สมเด็จพระชินวรตรัสไว้ว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น ก็เป็นคำที่ถูก ส่วนที่ตรัสไว้ว่า ถ้าภิกษุเหล่านั้นยังปฎิบัติชอบอยู่ โลกก็จักไม่ว่าจากพระอรหันต์ทั้งหลายนั้นก็ถูก
คำทั้งสองนั้นมีอรรถพยัญชนะต่างกัน คำหนึ่งเป็น
สาสนปริจเฉท คือ
เป็นคำกำหนดพระศาสนา อีกคำหนึ่งเป็น
ปฎิปัตติปริทีปนา คือ
เป็นการแสดงซึ่งปฎิบัติ
เป็นอันว่าคำทั้งสองไกลกันมาก ไกลกันเหมือนแผ่นดินกับแผ่นฟ้า เหมือนกับนรกกับสวรรค์ เหมือนกับกุศลกับอกุศล และเหมือนทุกข์กับสุขฉะนั้น แต่ว่าอย่าให้พระดำรัสถามของมหาบพิตรเป็นโมฆะเลย อาตมาภาพจักแสดงคำทั้งสองนั้น ให้เข้าเป็นอันเดียวกันได้
คือคำที่ตรัสว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น เป็นการกำหนดความหนดตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรม
คือถ้าภิกษุณีไม่บรรพชา พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ถึง ๕,๐๐๐ ปี เมื่อพระตถาคตเจ้าตรัสอย่างนี้ ชื่อว่าตรัสถึงความอันตรธานแห่งพระสัทธรรม หรือชื่อว่าปฎิเสธการบรรลุมรรคผลอย่างนั้นหรือ....มหาบพิตร ?
ไม่ใช่อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า
ขอถวายพระพร เมื่อสมเด็จพระชินวรจะทรงกำหนดสิ่งที่หมดไปแล้ว จะทรงกำหนดสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ก็ได้ทรงกำหนดไว้อย่างนั้น เหมือนอย่างบุรุษกำหนดของที่เหลือขึ้นแสดงแก่ผู้อื่นว่า ของเราหมดไปแล้วเท่านั้น นี้เป็นส่วนที่ยังเหลืออยู่ฉันใด
เมื่อสมเด็จพระจอมไตรจะทรงกำหนดพระศาสนาที่หมดไป ก็ได้ทรงแสดงส่วนที่ยังเหลืออยู่ในท่ามกลางเทพยดามนุษย์ทั้งหลายว่า บัดนี้พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น คำว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น เป็น
สาสนปริเฉท คือเป็นการกำหนดพระศาสนา
ส่วนคำที่ตรัสไว้ในเวลาจะปรินิพพานว่า
ถ้าภิกษุเหล่านี้ยังปฎิบัติชอบอยู่ โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้นั้น เป็นปฎิปัตติปริทีปนา คือเป็นการแสดงซึ่งปฎิบัติ ขอมหาบพิตรจงทรงกระทำ ปริทีปนา กับ ปริจเฉท ให้เป็นอันเดียวกัน
ถ้ามหาบพิตรพอพระทัย อาตมภาพจักแสดงถวายให้เป็นอันเดียวกัน ขอมหาบพิตรอย่ามีพระทัยวอกแวก จงตั้งพระทัยสดับให้จงดีเถิด
อุปมาดังสระน้ำ
เมื่อพระนาคเสนถวายพระพรอย่างนี้แล้วจึงถวายพระพรต่อไปอีกว่า
เหมือนอย่างสระน้ำเต็มเปี่ยมด้วยน้ำใหม่ มีน้ำเต็มเสมอปากขอบสระ เมื่อมีเมฆใหญ่ทำให้ฝนตกลงมาที่สระนั้นเนือง ๆ น้ำในสระนั้นจะแห้งจะหมดไปหรือไม่?
ไม่แห้งไม่หมด พระผู้เป็นเจ้า
เพราะอะไร มหาบพิตร ?
เพราะฝนยังตกลงมาอยู่เนือง ๆ น่ะซิ พระผู้เป็นเจ้า
ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร คือสระใหญ่อันได้แก่พระสัทธรรมที่เป็นพระศาสนาของสมเด็จพระชินสีห์ เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด คือ อาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฎิบัติ สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ได้ตรัสมรรคภาวนาไว้แล้ว
ผู้ใดกระทำให้ฝนตกคือ อาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฎิบัติ ตกลงมาเนือง ๆ ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้อบรมมรรคภาวนาไว้แล้ว เมื่อเป็นอย่างนั้นสระใหญ่ คือพระสัทธรรม อันเป็นพระศาสนาสุงสุดของสมเด็จพระบรมสุคต ก็จักตั้งอยู่ตลอดกาลนาน โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายความอย่างนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่าถ้าภิกษุเหล่านี้ยังปฎิบัติชอบอยู่ โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย
อุปมาเหมือนกองไฟใหญ่
ขอถวายพระพร เมื่อกองไฟใหญ่กำลังลุงรุ่งเรืองอยู่ มีคนทั้งหลายเอาหญ้าแห้งไม้แห้ง มูลโคแห้ง มาทิ้งเข้าในกองไฟใหญ่นั้นเรื่อย ๆ ไป กองไฟใหญ่นั้นจะดับไปหรือไม่ ?
ไม่ดับเลย พระผู้เป็นเจ้า มีแต่จะลุกใหญ่เท่านั้น
ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือพระศาสนาอันประเสริฐของพระศาสดา ได้สว่างรุ่งเรืองอยู่ในหมื่นโลกธาตุ ด้วย อาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฎิบัติ
ถ้าศากยบุตรพุทธชิโนรสยังประกอบด้วยองค์ของผู้มีความเพียร ยังฝึกฝนดี ยังไม่ประมาท ยังเต็มในใจใน ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ยังทำสิกขาให้บริบูรณ์ ทำจารีตและสีลสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศีล) ให้บริบูรณ์ พระศาสนาก็ยังมีพระภาคเจ้าทรงหมายความอย่างนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้ยังปฎิบัติชอบอยู่โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายความอย่างนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้ยังปฏิบัติชอบ โลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย
อุปมาเหมือนกระจก
อีกปราะการหนึ่ง กระจกอันบุคคลขัดดีแล้ว ทำให้ผ่องใสดีแล้ว และมีผู้ขัดอีกเนือง ๆ กระจกนั้นจะมัวหมองได้หรือไม่ ?
ไม่มัวหมอง พระผู้เป็นเจ้า มีแต่จะผ่องใสยิ่งขึ้นไป
ขอถวายพระพร ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ คือพระศาสนาของสมเด็จภควันต์บรมศาสดาผ่องใสอยู่เป็นปกติ คือไม่มัวหมองด้วยกิเลสตัญหาแต่อย่างใด
ถ้าพระพุทธบุตรเหล่านั้นศึกษาพระศาสนาอันประเสริฐนั้นไว้ได้ผ่องใส ด้วย อาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฎิบัติ สัลเลข (ขัดเกลา) ธุดงคคุณ อยู่แล้ว พระศาสนาก็จะตั้งอยู่ตลอดกาลนาน โลกนี้จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย พระพุทธศาสนามีการปฎิบัติเป็นราก มีการปฎิบัติเป็นแก่น ตั้งอยู่ได้ด้วยการปฎิบัติ
ข้าแต่พระนาคเสน ข้อที่ว่า พระสัทธรรมอันตรธานนั้น มีอยู่กี่ประการ ?
อันตรธาน ๓ ประการ
ขอถวายพระพร อันตรธานนั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑ อธิคมอันตรธาน (มรรคผลสูญหายไป)
๒ ปฎิบัติอันตรธาน (ข้อปฎิบัติสูญหายไป)
๓ ลิงคอันตรธาน (เพศสูญหายไป)
เมื่อ อธิคมอันตรธาน แล้ว ถึงมีผู้ปฎิบัติดี ก็ไม่มีธรรมภิสมัย คือการได้รู้ยิ่งซึ่งธรรม
เมื่อ ปฎิบัติอันตรธาน แล้ว สิกขาบทบัญญัติก็อันตรธาน ยังเหลือแต่เพศเท่านั้น
เมื่อ ลิงคอันตรธาน แล้ว ก็ขาดประเพณี คือความสืบต่อแห่งเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนา อันตรธานมีอยู่ ๓ ประการเท่านี้แหละ มหาบพิตร
ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้ทำปัญหาอันลึกให้ตื้นแล้ว ได้ทำลายข้อยุ่งยากแล้ว ได้ทำถ้อยคำของผู้อื่นหมดไปแล้ว ซึ่งความเป็นผู้องอาจในหมู่คณะอันประเสริฐ
อธิบาย
ข้อความในวงเล็บ ผู้เรียบเรียงได้เพิ่มเติมไป เพื่อความเข้าใจ
ฎีกามิลินท์ อธิบายคำว่า
พระสัทธรรม คือ
ปฎิเวชสัทธรรม ได้แก่
มรรค ผล นิพพาน
ส่วนผู้แปลหนังสือเล่มนี้อธิบายว่า
เมื่อท่านอ่านตาม อรรถกถา ฎีกาแล้วนี้ ยังไม่สิ้นสงสัย ก็ขอให้อ่านคำอธิบายต่อไป คือคำว่า สาสนปริจเฉท
แปลว่า กำหนดพระศาสนานั้น อธิบายว่า ได้แก่การกำหนดอายุพระพุทธศาสนาว่ามีอยู่ ๕,๐๐๐ ปี
คำว่า ปฎิตติปริทีปนา แปลว่า กำหนดแสดงซึ่งการปฎิบัตินั้น หมายถึงผลแห่งการปฎิบัติ หรืออานุภาพแห่งการปฎิบัติว่า ถ้ายังปฎิบัติอยู่ตราบใด พระพุทธศาสนาก็จักยังตั้งอยู่ตราบนั้น
คำทั้งสองนี้ถูกทั้ง ๒ คำ เปรียบเหมือนคำว่า อายุของผู้นั้นมีกำหนด ๑๐๐ ปี อีกคำหนึ่งว่า ถ้าธาตุทั้ง ๔ ของผู้นั้นยังปกติอยู่ตราบใด ผู้นั้นก็จักมีอายุอยู่ตราบนั้น ดังนี้
คำทั้งสองนี้ คำหนึ่งแสดงกำหนดอายุ อีกคำหนึ่งแสดงอานุภาพของธาตุ ๔ แต่ขอให้เข้าใจว่า อายุของผู้นั้นจักตั้งอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น แล้วธาตุทั้ง ๔ ของผู้นั้นก็ต้องวิปริตไป ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ก็ฉันนั้น
ข้อสำคัญในปัญหาข้อนี้มีอยู่อย่างหนึ่ง คือข้อที่ว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่เพียงแค่ ๕,๐๐๐ ปีนั้น ผิดจากที่กล่าวไว้ใน พระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ที่เป็นพระบาลีกับอรรถกถาฎีกา คือ
ในพระบาลีอรรถกถาฎีกาว่า
ถ้าไม่มีภิกษุณี พระสัทธรรมจักตั้งอยู่พันปี เมื่อมีภิกษุณีแล้ว พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ ๕๐๐ ปี่เท่านั้น อันนี้เป็นคำในพระบาลี
ส่วนในอรรถกถาว่า
เมื่อพระพุทธองค์ ทรงเล็งเห็นอย่างนั้น จึงได้ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ไว้ป้องกันเสียก่อน แล้วจึงทรงอนุญาติให้มีนางภิกษุณี
เมื่อทรงป้องกันแล้วก็ได้อีก ๕๐๐ ปี รวมกับ ๕๐๐ ปีที่เหลืออยู่นั้น จึงเป็นพันปีเท่ากับไม่มีนางภิกษุณี แล้วอธิบายไว้ตั้งแต่พันปีที่ ๑ ถึงพันปีที่ ๕ (รายละเอียดของดไว้)
เมื่อสิ้น ๕ พันปีแล้ว อธิคมสัทธรรม
คือผู้บรรลุมรรคผลก็สิ้นไป พระปริยัติธรรมก็หมดไปทีละน้อย ลงท้ายก็เหลือแต่เพศภิกษุที่มีผ้าเหลืองน้อยห้อยหู ทำไร่ไถนาเลี้ยงบุตรภารยา แล้วลงท้ายก็หมดผ้าเหลืองน้อยห้อยหู
แม่เมื่อผู้ใดยังมีพระผู้จำพระพุทธวจนะได้เพียง ๑ คาถา อันกำหนดด้วยอักขระ ๓๒ ตัว เมื่อนั้นก็ยังเรียกว่า พระปริยัติศาสนายังอยู่ เมื่อไม่มีมนุษย์ผู้ใดในโลก จะจำพระพุทธวจนะเพียงคาถาเดียวได้ เมื่อนั้นแหละจึงเรียกว่า หมดพระศาสนาจริง ๆ
และมีกล่าว เมื่อพระพุทธศาสนาคบ ๕,๐๐ ปีแล้ว พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าซึ่งอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน จะเสด็จมารวมกันที่ไม้ศรีมหาโพธิ แล้วปรากฎเป็นองค์สมเด็จพระบรมสุคตขึ้น ทรงแสดงธรรมแก่เทพยดาอยู่ตลอด ๗ ทิวาราตรี เทพยดาหรือ ยักษ์ นาค ครุฑ อินท์ พรหม ผู้ใดเป็นธาตุเวไนย ผู้นั้นก็จักได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ในคราวนั้น
แล้วจวนรุ่งอรุณในคืนที่ ๗ พระบรมสารีริกธาตุที่ปรากฎเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นนั้น ก็จะมีเพลิงธาตุเกิดขึ้น ถวายพระเพลิงเผาให้ย่อยยับไปไม่มีเหลือ เมื่อนั้นแหละเรียกว่า
ธาตุอันตรธาน ดังนี้
(ต้องของดปัญหาไว้เพียงแค่นี้ก่อน เพราะตอนที่แล้วในเรื่อง การตั้งครรภ์ ได้เกี่ยวพันถึงบุคคลในพระสูตร เช่น มาตังคฤาษี
พระเจ้ากุสราช และ พระเจ้ามหาปนาท เป็นต้น จึงจะขอนำประวัติบุคคลเหล่านี้ มาให้ทราบแต่พอได้ในความดังนี้)
มาตังคบรมโพธิสัตว์
ในอดีตเมื่อครั้ง พระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในเมืองพาราณวี พระมหาสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดตระกูลคนจัณฑานมีนามว่า มาตังคมานพ เพราะเหตุที่มีปัญญาภายหลังจึงทีชื่อว่า มาตังคบัณฑิต
ในเมืองนั้นมีธิดาเศรษฐีชื่อว่า ทิฎฐมังคลิกา วันหนึ่งนางได้เห็นพระโพธิสัตว์ทางช่องม่าน ข้างประตูอุทยาน เมื่อรู้ว่าเป็นคนบัณฑาลจึงล้างตาด้วยน้ำหอม แล้วกลับไปจากที่นั้น พวกบริวารของนางไม่ได้กินเหล้ากันก็พากันโกรธได้ประทุษร้ายมาตังคบัณฑิตจนสลบ แล้วก็พากันหลบหนีไป
เมื่อมาตังคบัณฑิตฟื้นขึ้นแล้ว จึงคิดว่าผู้คนของนางทิฎฐมังคลากาโบยตีเราผู้หาความผิดมิได้ ถ้าเราไม่ได้นางมาเราจะไม่ลุกขึ้นครั้นตั้งใจดังนี้แล้ว จึงได้นอนลงที่ประตูบ้านบิดาของนาง ได้นอนอยู่ ๖ วัน ก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน
ธรรมดาว่าการอธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๗ คนทั้งหลายจึงได้พานางทิฎมังลิกามามอบให้
นางทิฎฐมังคลิกาจึงกล่าวขึ้นว่า
ลุกขึ้นเถิดนาย เราพากันไปบ้านของท่านเถิด
มาตังบัณฑิตจึงกล่าวว่า
วริวารของเจ้าทุบตีเราเสียบอบช้ำแล้วเจ้าจงยกเราขึ้นหลังแล้วพาไปเถิด
นางก็ทำตามสั่ง ได้ออกจากพระนครไปต่อหน้าชาวพระนคร ที่พากันมามุงดูแล้วก็ได้ไปสู่บ้านคนจัณฑาล
ในคราวนั้น พระมหาสัตว์เจ้ามิได้ล่วงเกินนาง ให้ผิดประเพณีแห่งเผ่าพันธุ์วรรณ ให้นางพักอยู่ที่เรือนของตน ๒-๓ วัน แล้วคิดว่า เราจะทำให้นางถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภยศนั้น เราจักต้องบรรพชาจึงจะทำใด้นอกจากนี้แล้วไม่มีทางทำได้
มาตังคฤาษีผู้มีฤทธิ์
เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงบอกนางว่าจะไปในป่าขอให้รออยู่ที่นี้จนกว่าจะกลับมา และได้สั่งคนในบ้านให้เอาใจใสต่อนาง แล้วก็ออกไปบรรพชาเป็นฤาษีอยู่ในป่า ตั้งใจเจริญสมณธรรมพอถึงวันที่ ๗ ก็ได้สำเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘
จึงคิดว่า บัดนี้เราอาจเป็นที่พึ่งของนางทิฎฐมังคลิกาได้แล้ว จึงเหาะไปลงที่ประตูบ้านคนบัณฑาล แล้วเดินไปสู่ประตูเรือนของนาง
ฝ่ายนางทิฎฐมังคลิกาออกมาต้อนรับแล้วรำพันต่าง ๆ นานา พระมหาสัตว์จึงปลอบโยนนางว่า
เจ้าอย่าเสียใจไปเลย คราวนี้เราจะทำให้เจ้ามียศใหญ่ยิ่งกว่ายศที่มีอยู่เก่าของเจ้า ก็แต่ว่าเจ้ามามารถพูดในที่ประชุมชนได้ไหมว่ามาตังคบัณฑิตไม่ใช่สามีของเรา ท้าวมหาพรหมเป็นสามีของเรา
นางทิฎฐมังคลิกาก็รับว่าได้ แล้วพระมหาสัตว์เจ้าจึงกล่าวต่อไปว่า
ถ้าอย่างนั้นเมื่อมีผู้ถามว่า เวลานี้สามีของเจ้าไปไหน ให้ตอบไปว่าพรหมโลก เมื่อเขาถามว่าจะกลับมาเมื่อไร ให้ตอบเขาว่านับแต่วันนี้อีก ๗ วันท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเรา จักแหวกพระจันทร์มาในวันเพ็ญ
ครั้นกล่าวกับนางอย่างนี้แล้ว ก็เหาะกลับไปสู่ป่าหิมพานต์ทันที ฝ่ายนางทิฎฐมังคลิกาก็เที่ยวประกาศอย่างนั้นในท่ามกลางมหาชน มหาชนก็เชื่อว่าอาจจะเป็นได้ เพราะถ้าไม่เป็นไปได้ นางมิฎฐมังคลิกาก็จะได้ประโยชน์อะไรในการกล่าวเช่นนี้
ฝ่ายพระโพธิสัตว์พอถึงวันเพ็ญดวงจันทร์เด่นอยู่ในท้องฟ้า ก็จำแลงตัวเป็นท้าวมหาพรหม เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วแว่นแคว้นกาสีถึง ๓ รอบ
เมื่อมหาชนพากันบูชาอยู่ด้วยดอกไม้และของหอม เป็นต้น ได้บ่ายหน้าไปหมู่บ้านคนจัณฑาล พวกพรหมภัต คือพวกจัดเครื่องต้อนรับพระพรหม ก็ได้พร้อมกันไปที่บัานคนจัณฑาล
ครั้นเขาตกแต่งบ้านเรือนของนางทิฎฐมังคลิกาเสร็จแล้ว พระมหาสัตว์เจ้าก็ลงมาจากอากาศ เข้าไปนั่งอยู่บนที่นอนสักครู่หนึ่งในเวลานั้นนางได้มีระดู จึงลูบสะดือของนางด้วยปลายนิ้วมือ แล้วนางก็ตั้งครรภ์ขึ้น
ต่อมาพระมหาสัตว์เจ้าจึงบอกว่า
เจ้าจักได้ลูกเป็นผู้ชาย เจ้ากับบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภยศ เพียงแต่น้ำอาบของเจ้าก็เป็นยาวิเศษ รดศรีษะผู้ใด ผู้นั้นจะหายจากโรคทั้งปวง ผู้ที่กราบไหว้จักให้ทรัพย์แก่เจ้า เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด
ครั้นให้โอวาทนางแล้วก็ได้ออกจากเรือนแล้วเลื่อนลอยขึ้นไปบนอากาศ ต่อหน้ามหาชนที่กำลังดูอยู่ แล้วเข้าไปสู่ดวงจันทร์
มัณฑบกุมาร
พวกพรหมภัตจึงได้ให้นางทิฎฐมังคลิกาขึ้นนั่งบนสุวรรณสีวิกา แล้วยกขึ้นทูลศรีษะ ของตนพากันเข้าไปสู่พระนคร มหาชนต่างก็พากันบูชากราบไหว้ได้ทรัพย์ถึง ๑๘ โกฎิ โดยเชื่อถือว่าเป็นภรรยาของท้าวมหาพรหม
ครั้นพวกพราหมณ์นำไปรอบพระนครแล้ว ได้สร้างมณฑปใหญ่ขึ้นในท่ามกลางพระนคร แล้วให้นางทิฎฐมังลิกาอยู่ในนั้น และเริ่มก่อสร้างปราสาท ๗ ชั้น ไว้ที่ใกล้มหามณฑปนั้น
ต่อมานางก็ได้คลอดบุตรในมณฑปนั้นเอง พราหมณ์จึงขนานนาม มัณฑพยกุมาร อีก ๑๐ เดือน ปราสาทจึงสำเร็จลงนางจึงอยู่ที่ปราสาทนั้น
มัณฑพยกุมารนั้นก็เจริญขึ้นด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้ไปศักษาวิชาไตรเพทจนอายุได้ ๑๖ ปี ก็เริ่มตั้งพิธีเลี้ยงพวกพราหมณ์เป็นนิจไป
ในขณะนั้นเอง มาตังคบัณฑิตนั่งอยู่ที่อาศรมบทในป่าหิมพานต์ ได้เล็งเหตุการณ์ก็ทราบว่า ความประพฤติแห่งบุตรโน้มเอียงไปในลัทธิอันไม่สมควร จึงคิดว่าวันนี้เราจักไปฝึกมานพนั้น ให้รู้ว่าให้ทานในที่ใดจึงจะมีผลมาก
คิดดังนี้แล้ว ก็ได้ไปที่สระอโนดาตโดยทางอากาศ ลงอาบน้ำชำระกายแล้วก็ขึ้นยืนอยู่ที่มโนศิลา ได้นุ่งผ้าสองชั้นคาดประคตเอวแล้วห่มผ่าจีวรผืนใหญ่ ถือเอาบาตรเหาะลงยืนอยู่ที่โรงทานซุ้มประตูที่ ๔
มัณฑพยกุมารได้เห็นมาตังฤาษี ผู้จำเลงเพศเป็นภิกษุ จึงกล่าวว่า
ท่านนุ่งห่มด้วยผ้าขี้ริ้วสกปรกเหมือนปีศาจเล่นฝุ่น ท่านไม่สมควรแก่การถวายทานของเรา
พระมหาสัตว์เจ้าจึงกล่าวว่า
อาหารที่ท่านจัดไว้ให้พราหมณ์ทั้งหลายนั้น ก็ควรจะให้ทานแก่เราผู้เลี้ยงชีวิตด้วยอาหารผู้อื่นให้เช่นกัน แม้ถึงจะเป็นคนบัณฑาลก็ขอจงให้อาหารแก่เราบ้างเถิด
แต่มัณฑพยกุมารก็ไม่ยอมให้ กลับขับไล่ออกไป พระมหาสัตว์เจ้าจึงกล่าวว่า
ชาวนาผู้หวังผลย่อมหว่านพืชลงในที่ลุ่มบ้าง ในที่ดอนบ้าง ในที่เสมอไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้างฉันใด ท่านจงให้ทานแก่บุคคลทั้งปวงด้วยศรัทธานี้ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงอย่างไรก็ดีกุมารก็จักได้บุคคลที่ควรแก่การถวาย
มัณฑพยกุมารจึงกล่าวต่อไปว่า
เรารู้ดีว่านาเหล่าใดเป็นนาดีในโลก เรารู้ดีว่าการหว่านพืช คือการให้ทานแก่พวกพราหมณ์ที่สมบูรณ์ด้วยชาติพระกูล และด้วยความรู้นี้เป็นทางได้ผลดี
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงว่า
ความเมาด้วยชาติตระกูล ความถือตัวเกินไป และโลภะ โทสะ โมหะ เหล่านี้ทีอยู่ในพวกใด พวกนั้นไม่จัดว่าเป็นเขตอันดี เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในพวกใด พวกนั้นจึงจัดว่าเป็นเขตอันดี
มัณฑพยกุมารไม่พอใจจึงให้นายประตูขับไล่ออกไป พวกนายประตูยังมาไม่ถึงตัวพระมหาสัตว์เจ้าก็ขึ้นไปยืนบนอากาศต่อหน้าคนทั้งหลายแล้วกล่าวว่า
ผู้ใดด่าว่าฤาษี ผู้นั้นชื่อว่าขุดภูเขาด้วยเล็บ เคี้ยวกินก้อนเหล็กด้วยฟัน ชื่อว่าพยายามกลืนไฟ
ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว จึงแหาะไปต่อหน้ากุมารและพราหมณ์ทั้งหลาย บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก ไปลงที่ถนนสานหนึ่งแล้วอธิษฐานว่า ขอจงให้รอยเท้าของเราปรากฎอยู่ในที่นี้ แล้วก็เที่ยวบิณฑบาตได้อาหารแล้ว ก็นั่งฉันอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่ง
อานุภาพแห่งเทพพยดา
ฝ่ายเทวดาผู้รักษาพระนครนั้น ก็คิดว่ามัณฑกุมารได้กล่าวเบียดเบียนพระผู้เป็นเจ้าของเรา จึงจับศรีษะกุมารและพวกพราหมณ์ทั้งหลายบิดให้เหลี่ยวหลังไป นอนตัวแข็งทื่อตาค้าง อ้าปากน้ำลายไหลกลิ้งไปมา
คนทั้งหลายจึงไปแจ้งนางทิฎฐมังคลิกาว่ามีสมณะองค์หนึ่งนุ่งห่มผ้าขาดเป็นริ้วรอยเข้ามาในที่นี้ บุตรของพระแม่เจ้าจึงเป็นอย่างนี้
นางจึงคิดว่าเราจักไปเที่ยวค้นหาสามีของเรา แล้วสั่งให้ทาสและทาสีถือคณโฑน้ำทองคำเที่ยวติดตามไป ได้เห็นรอยเท้าที่พระมหาสัตว์เจ้าอธิษฐานไว้ก็รีบติดตามไปได้พบในขณะกำลังนั่งฉันอาหารอยู่ที่สาลานั้น นางจึงเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงยกมือไหว้
พระมหาสัตว์เจ้าได้เห็นนางมาถึง จึงเหลือข้าวสุกไว้ก้นบาตรแสดงอาการอิ่มแล้ว นางจึงน้อมคณโฑเข้าไปถวาย และกล่าวถามถึงเหตุดังกล่าวนั้น
มาตังคฤาษีตอบว่าเป็นเพราะยักษ์ผู้รักษาพระนคร รู้จักคุณธรรมของพวกฤาษี ทราบว่าบุตรของเจ้าว่าร้ายต่อฤาษี จึงได้ทำบุตรของเจ้าให้เป็นอย่างนี้
นางทิฎฐมังคลิกาจึงขอโทษว่า ยักษ์ทั้งหลายโกรธแล้ว ท่านอาจทำให้หายได้โดยน้ำเพียงจอกเดียว ข้าพเจ้าไม่กลัวยักษ์สักนิดเดียว กลัวท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์แต่ผู้เดียวเท่านั้น ขอท่านจงเมตตาอย่าได้โกรธบุตรข้าพเจ้าเลย
พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า เมื่อกี่บุตรของเจ้าด่าเรา เราก็ไม่คิดร้ายต่อบุตรของเจ้า ก็แต่ว่าบุตรของเจ้ากำลังมัวเมาว่ารู้ศีลปศาสตร์ไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ จึงได้โทษอย่างนี้ กล่าวดังนี้แล้วจึงให้ข้าวสุกที่เหลือ เพื่อหยอดเข้าไปในปากของบุคคลเหล่านั้น
นางจึงแบ่งข้าวนั้นหยอดลงในปากแห่งบุตรของตน แล้วยักษ์ที่รักษาพระนครก็หนีไป มัณฑพยกุมารฟื้นขึ้นมาจึงกันไปดูพวกพราหมณ์ที่ยังสลบอยู่
นางทิฎฐมังคลิกาจึงสั่งสอนว่า
เจ้ายังมีปัญญาน้อย ไม่รู้ว่าให้ทานในที่ใดจึงจะมีผลมาก เพราะการให้ทานแก่ผู้มีกิเลส ไม่มีสำรวม มีแต่กรรมเศร้าหมองถึงให้ทานมาก ก็ย่อมมีผลน้อย
นี่แน่ะมัณฑพย ผู้รับการถวายทานของเจ้า บางคนก็รวบเกล้วทำเป็นชฎานุ่งผ้าหนังเสือมีหน้ารุงรังด้วยหนวดเครา เจ้าจงพิจรณาดูซึ่งผู้ที่ทำตนให้หม่นหมองอย่างนี้ การมุ่นเกล้าให้เป็นชฎาและนุ่งผ้าหนังเสือเช่นนี้ หาป้องกันผู้มีปัญญาน้อยได้ไม่
ท่านเหล่าใดสำรอกราคะ โทสะ และ อวิชชาแล้ว หรือเป็นพระอรหันต์แล้ว ทานที่บุคคลถวายย่อมมีผลมาก
นางทิฎฐมังลิกากล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเตือนให้ช่วยพวกพราหมณ์กินยาอันไม่รู้จักตายนั้น แล้วเทข้าวสุกที่เหลืออยู่ในนั้นลงในตุ่มน้ำขยำให้ดีแล้วจึงตักน้ำหยอดเข้าไปในปากพวกพราหมณ์ทั้งหมื่น ๖ พันคนนั้นก็ได้สติลุกขึ้นทันที
ลำดับนั้น พวกพราหมณ์อื่นจากพวกนี้ ก็พากันติเตียนว่า พวกพราหมณ์เหล่านี้ได้กินน้ำเหลือเดนของคนจัณฑาล ทำให้เสียชาติตระกูล จึงพร้อมกันทำพราหมณ์เหล่านั้นไม่ให้เป็นพราหมณ์อีกต่อไป
พราหมณ์ทั้งหมื่น ๖ พันคนก็ละอายใจได้ยกครอบครัวออกจากเมืองพาราณสี ไปอยู่กับ พระเจ้าเมชฌราช ในเมชฌนครเสีย
ทรมานดาบสผู้มีมานะ
ในคราวนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ริมฝั่งแมาน้ำเวตวดี แต่เป็นผู้มีมานะจนเกินการ พระมหาสัตว์เจ้าได้ทราบจึงคิดทำลายมานะของดาบสนี้เสีย
แล้วจึงไปอาศัยอยู่เหนือแม่น้ำเวตวดีได้อธิษฐานขอให้ไม้สีฟัน ไปติดอยู่ที่ชฎาดาบศนี้ ไม่สีฟันก็ลอยไปติดอยู่ที่ชฎา ในขณะที่ดาบสนั้นลงอาบน้ำ
ดาบสนั้นจึงด่าขึ้นว่า อ้ายคนฉิบหาย อ้ายคนชั่วร้าย แล้วคิดว่าอ้ายคนกาลกิณีนี้มาจากไหน จึงทิ้งสิ่งโสโครกมา เราจักไปดูแล้วก็ขึ้นเดินไปตามฝั่งแม่น้ำ จึงได้เห็นพระโพธิสัตว์ จึงถามว่าท่านมาจากไหนท่านเป็นคนชนิดใด
พระมหาสัตว์เจ้าตอบว่า เรามาจากป่าหิมพานต์ เราเป็นคนจัณฑาล ดาบสจึงถามว่า ท่านทิ้งไม้สีฟันลงในแม่น้ำบ้างหรือ
พระมหาสัตว์เจ้าตอบบว่าทิ้งลงไป ดาบสนั้นจึงได้ด่าว่า เจ้าคนถ่อย เจ้าอย่าอยู่ในสถานที่นี้จงไปอยู่เสียใต้ของแม่น้ำ
พระมหาสัตว์เจ้าก็ไปนั่งอยู่ด้านใต้แม่น้ำ แล้วทิ้งไม้สีฟันลงไป ไม้สีฟันนั้นก็กลับไหลทวนน้ำ ไปติดอยู่ชฎาของดาบสนั้นอีก ดาบสนั้นก็โกรธแล้วสาปแช่งว่า อ้ายคนจัญไรถ้าเจ้าขืนอยู่ที่นี่ต่อไป ศรีษะเจ้าจักแตกเป็น ๗ ภาค ภายใน ๗ วัน
พระมหาสัตว์เจ้าจึงคิดว่า ถ้าเราโกรธขึ้นบ้าง เราก็อาจทำให้ดาบสนี้ฉิบหาย แต่ศีลที่เรารักษาไว้ก็จักเสียไป เราจะทำลายมานะดาสนี้ด้วยอุบายวิธีของเรา พอถึงวันที่ ๗ จึงบันดาลไม่ให้ดวงอาทิตย์ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า
คนทั้งหลายพากันวุ่นวายเข้าไปหาดาบสนั้นว่า เหตุไรท่านจึงไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้น ดาบสนั้นตอบว่า เราไม่ได้ทำเห็นมีแต่ดาบสจัณฑาลผู้หนึ่งคงเป็นผู้ทำ
คนเหล่านั้นจึงพากันไปไต่ถามพระโพธิสัตว์ ท่านจึงได้เล่าความเป็นไปให้ฟังว่า เมื่อให้ดาบสนั้นมากราบที่เท้าเพื่อขอโทษต่อเราแล้วเราก็จะให้พระอาทิตย์ขึ้น
คนทั้งหลายจึงพากันไปช่วยจับดาบสนั้นฉุดคร่าให้มาหมอบที่เท้าของพระมหาสัตว์เจ้าเพื่อขอโทษ แล้วอ้อนวอนขอให้พระอาทิตย์ขึ้นเถิด
พระมหาสัตว์เจ้าตอบว่า เรายังให้ขึ้นไม่ได้ ถ้าเราปล่อยให้ขึ้น ศรีษะของดาบสนี้ก็จักแตก ๗ เสี่ยง
เขาจึงถามว่าจะให้ทำอย่างไร พระมหาสัตว์เจ้าตอบว่า ท่านจงไปเอาก้อนดินเปียก ๆ มาพอกศรีษะของดาบสแล้วปล่อยดาบสนี้ลงไปอยู่ในน้ำ พอศรีษะของดาบสต้องแสงอาทิตย์ ดินเหนียวที่พอกศรีษะนั้นก็แตก แล้วให้ดาบสนี้ดำน้ำหลบหนีไป เมื่อทำอย่างนี้ ดาบสนี้จะพ้นจากความตาย
คนทั้งหลายก็พากันกระทำตามทุกประการ พระมหาสัตว์เจ้าจึงคลายอิทธิปาฎิหารย์ปล่อยดวงอาทิตย์ขึ้น พอแสงอาทิตย์ขึ้นก็เป็นไปตามนั้นทันที
มาตังคฤาษีถูกลอบทำร้าย
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าทรมานดาบสให้สิ้นพยศแล้ว จึงนึกถึงพวกพราหมณ์ทั้งหมื่น ๖ พันคน ได้ทราบว่าเขาพากันไปอยู่กับพระเจ้าเมชฌราช จึงเหาะไปลงที่มุมเมืองเมชฌนครแล้วถือบาตรเที่ยวภิกขาจรไป
พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้เห็นจึงปรึกษากันว่า มาตังคฤาษีได้มาอยู่ในเมืองนี้แล้ว ไม่ช้าเขาก็จักทำพวกเราให้หาที่พึ่งไม่ได้ จึงพากันไปกราบทูลพระเจ้าเมชฌราชว่า วิชาธรซึ่งพวกข้าพระพุทธเจ้าเคยรู้จักได้เข้ามาในเมืองนี้แล้ว ขอพระองค์จงให้จับฆ่าเสีย
ฝ่ายมหาสัตว์เจ้าพอบิณฑบาตได้แล้วก็ไปนั่งฉันอยู่ที่ชายคาเรือนแห่งหนึ่ง พระเจ้าเมชฌราชจึงตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษติดตามไป
พอเขาได้เห็นพระมหาสัตว์เจ้ากำลังนั่งฉันอาหารอยู่โดยไม่รู้ตัว ก็พากันแอบเอาดาบฟันคอของพระมหาสัตว์เจ้าให้ขาดสะบั้น แล้วพระมหาสัตว์เจ้าก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก
เทวดาทั้งหลายพากันโกรธเคือง จึงได้บันดาลให้เป็นฝนเถ้ารึงอันร้อนตกลงมาทั่วเมชฌนคร ไหม้สิ่งของทั้งปวงไม่มีเหลือ พระเจ้าเมชฌราชกับทั้งประขาชนก็ถึงซึ่งความพินาศสิ้น
ต่อมาภายหลัง มัณฑพยกุมาร ก็ได้มาเกิดเป็น พระเจ้าอุเทน ผู้เบียดเบียนบรรพชิต ส่วน มาตังคบัณฑิต ได้มาเกิดเป็น พระพุทธองค์ สิ้นเนื้อความใน มาตังคชาดก แต่โดยย่อเพียงเท่านี้