ปัญหาที่ ๖
ถามเรื่องการตั้งครรภ์

                  “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า การตั้งครรค์ย่อมมีด้วยประชุม ๓ คือ มารดาบิดาร่วมกัน ๑ มารดา มีระดู ๑ มีสัตว์มาเกิด ๑ ดังนี้ ถ้าไม่พร้อมด้วยองค์ ๓ ย่อมเกิดไม่ได้

   ข้อนี้ทำให้โยมสงสัยไม่ได้ เพราะเพียง น้ำเงินฟ้า ทุกุลดาบส ถูกต้องสดือของนางน้ำเงินฟ้า ปาริกาตาปสินี ในเเวลามีระดูด้วยปลายนิ้วมือข้างขวา เพียงหนเดียวเท่านั้น ก็เกิด สุวรรณสามกุมาร ขึ้นได้

    มาตังคฤาษี ถูกต้องท้องของนางพราหมณี ด้วยปลายเล็บข้างขวาในเวลามีระดู เพียงหนเดียวเท่านนั้น ก็เกิด มัณฑพยมาณพ ขึ้นได้

    อิสิสิงคฤาษี เกิดขึ้นด้วยนางมฤคี (เนื้อ) ดื่มกินน้ำปัสสาวะของ ฤาษี สังกิจจฤาษี เกิดขึ้นด้วยกิริยาอย่างเดียวกัน พระกุมารกัสสป เกิดขึ้นด้วยการกลืนกินซึ่งสัมภวะ (น้ำอสุจิ) ของบุรุษ

   ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าการตั้งครรภ์มีขึ้นด้วยการประชุม ๓ จริงแล้ว คำที่ว่าบุคคลเหล่านั้น เกิดด้วยอาการอย่างนั้นก็ผิดไป

   ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฎิ ลึกละเอียดมาก ขอพระผู้เป็นเจ้าจงตัดความสงสัยของโยมด้วยเถิด”

ผู้ที่เกิดขึ้นด้วยการประชุม ๒

   พระนาคเสนถวายพระพรว่า

   “มหาบพิตรได้ทรงสดับมาวา สุวรรณสาม  ;  อิสิสิงคดาบส    พระกุมารกัสสป เกิดขึ้นด้วยเหตุอย่างนี้ ๆ หรือ ?”

   พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า

   “ถูกแล้วพระผู้เป็นเจ้า โยมได้สดับมาว่ามีแม่เนื้อ ๒ ตัว ไปสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของดาบท ๒ องค์ในเวลามีระดู ได้ดื่มกินน้ำปัสสาวะอันเจือด้วยสัมภวะของฤาษี จึงเกิด อิสิสงคฤาษี และ สังกิจจฤาษี

   เมื่อ พระอุทายี ไปในที่พักของภิกษุณีนั้น ก็นึกรักรักนางภิกษุณี จึงได้เพ่งดูนางภิกษุณีนั้น เมื่อเพ่งดูสัมภวะก็ไหลออกมา เวลานั้นนางภิกษุณีกำลังมีระดู จึงอ้าปากรับสัมภวะนั้น แล้วตั้งครรภ์ อยู่มาก็เกิดเป็น พระกุมารกัสสป”

   พระนาคเสนจึงถามต่อไปว่า

   “คำที่ว่ามานี้ มหาบพิตรทรงเชื่อหรือ ?”

   “โยมเชื่อ พระผูเป็นเจ้า”

   “เชื่ออย่างไร ?”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พืชที่หว่านลงไป ในดินที่ทำไว้ดีแล้ว ย่อมงอกขึ้นได้ไวฉันใดการตั้งครรภ์ของนางภิกษุณีนั้นก็ฉันนั้น”

   “เป็นอันมหาบพิตรทรงรับว่า การตั้งครรภ์ของ พระกุมารกัสสป มีอย่างนั้นจริงหรือ ?”

   “โยมเชื่อว่ามีอย่างนั้นจริง”

   “ขอถวายพระพร ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่า มหาบพิตรทรงเชื่อแล้วว่า แม่เนื้อนั้นดื่มน้ำปัสสาวะแล้วก็ตั้งครรภ์”

   “เชื่อแล้ว พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าสิ่งใด ๆ ที่บุคคลดื่มแล้ว กินแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มเลียแล้ว ตกลงไปในดินที่ดี ก็ย่อมงอกขึ้นได้ การตั้งครรภ์ด้วยการดื่มกินน้ำปัสสาวะ ก็มีขึ้นได้ฉันนั้น”

   “เป็นอันว่า มหาบพิตรทรงแน่พระทัยแล้วหรือว่า อิสิสิงคดาบส    พระกุมารกัสสป เกิดขึ้นด้วยการประชุม ๒”

   “แน่ใจแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

ผู้ที่เกิดขึ้นด้วยการประชุม ๓

   “ขอถวายพระพร สุวรรณสามก็ดี มัณฑพยมาณพก็ดี ได้เกิดขึ้นด้วยการประชุมทั้ง ๓ นั้น คือ ทุกดาบส และ นางปาริกาตาปสินี ทั้งสองนี้ได้ยินดีต่อวิเวกอยู่ในป่า มุ่งแสวงหาทางไปเกิดในพรหมโลกไม่นึกเกี่ยวข้องกับทางโลกเลย

   แต่คราวนั้น พระอินทร์ ทรงเล็งเห็นว่าต่อไปข้างหน้าคนทั้งสองนั้นจักเสียจักษุจึงได้กล่าวขึ้นว่า

   “ขอท่านทั้งสองจงกระทำตามถ้อยคำของข้าพเจ้าสักอย่างเถิด คือขอให้ท่านทั้งสองจงทำบุตรสักคนหนึ่ง บุตรจักได้ปรนนิบัติท่านทั้งสอง”

    “ดาบสและดาบสิณีทั้งสองนั้นก็ตอบว่า “อย่าเลยมหาบพิตร อย่าตรัสอย่างนี้เลย”

    พระอินทร์ ก็ได้อ้อนวอนขึ้นอีกเป็นครั้งที่ ๒ และที่ ๓ ดาบสดาบสินีทั้งสองจึงกล่าวขึ้นว่า

   “ถึงแผ่นดินนี้จะถล่มลงไป ท้องฟ้าจักตกลงมา พระเขาจักโค่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ในโลกจักตกลงมาก็ตาม เราทั้งสองก็จักไม่ยินดีในโลกธรรม ขอมหาบพิตรอย่ามาหาเราทั้งสองอีก เพราะความคุ้นเคยของมหาบพิตรจะทำให้เราทั้งสองเสีย”

   เมื่อพระอินทร์ทรงขออย่างนั้นไม่ได้ จึงได้ตรัสขึ้นว่า

   “เมื่อใดดาบสินีมีระดู เมื่อนั้นขอให้ท่านดาบสเอาปลายนิ้วก้อยข้างขวา แตะต้องสดือของนางดาบสินี ก็จะเกิดตั้งครรภ์ขึ้น ท่านดาบสจะทำเพียงเท่านี้ได้หรือไม่?”

   ท่านดาบสตอบว่า

   “เพียงเท่านี้พอทำได้ เพราะจะไม่ทำให้เสียศีลเสียธรรมของเรา”

   เมื่อดาบสรับอย่างนี้แล้ว พระอินทร์จึงกลับขึ้นสู่สวรรค์ ได้เสด็จอ้อนวอนเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งจวนจะจุติ ให้ลงมาถือกำเนิดในครรภ์ของนางดาบสินี เทพบุตรนั้นก็ไม่ยอมรับ ต่อเมื่อพระอินทร์ทรงอ้อนวอนถึง๓ ครั้ง จึงยอมรับ

   พออยู่มาไม่ช้านางดาบสินีก็มีระดูดาบสจึงแตะต้องสะเดือด้วยปลายนิ้วก้อยข้างขวาตามคำสั่งของพระอินทร์ ก็พอดีเทพบุตรนั้นจุติลงมาถือกำเนิด

   เป็นอันว่า เทพบุตรนั้นเกิดขึ้นด้วยการประชุม ๓ คือนางดาบสินีเกิดราคะตัณหาในเวลาที่ดาบสเอาปลายนิ้วก้อยแตะต้องสะดือ ๑ มีระดู ๑ วิญญาณของเทพบุตรมาถือกำเนิด ๑

เหตุตั้งครรภ์
อีก ๔ ประการ

   อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมตั้งครรภ์ด้วยเหตุ ๔ คือ ด้วยกรรม ๑ กำเนิด ๑ ถระกูล ๑ การอ้อนวอน ๑

   ที่เกิดด้วยกรรมนั้น คืออย่างไร...คือพวกที่ได้สะสมกุศลมูลมาแล้ว ย่อมได้เกิดในตระกูลกษัตย์มหาศาล หรือเกิดเป็นเทพเจ้าหรือเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามประสงค์เปรียบเหมือนผู้มั่งมี จะชื้อสิ่งใดก็ชื้อได้ตามประสงค์ฉะนั้น

    ที่เกิดด้วยกำเนิดนั้น คืออย่างไร...คือ พวกไก่ป่าย่อมตั้งท้องด้วยการได้ยินเสียงฟ้าร้อง ส่วนเทพยดาทั้งหลายนั้นไม้ได้เกิดในครรภ์

   เป็นอันว่าการต้งครรภ์ของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีต่าง ๆ กัน เหมือนกิริยาของมนุษย์ทั้งหลาย ที่ต่าง ๆ กันด้วยการนุ่งห่มการแต่งตัวเป็นต้นฉะนั้น

   ที่เกิดด้วยอะนาจตระกูลนั้น คืออย่างไร คือตระกูลที่มีอยู่ ๔ อันได้แก่ ตระกูลเกิดในฟองไข่ ๑ ตระกูลเกิดในท้อง ๑ ตระกูลเกิดในเหงื่อไคล ๑ ตระกูลเกิดเอง ๑ สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดในตระกูลทั้ง ๔ นี้

    ที่เกิดด้วยอำนาจการขอนั้น คือตระกูลที่ไม่มีบุตร แต่มีทรัพย์สมบะติมาก มีศรัทธา มาศีลธรรมอันดี แล้วอ้อนวอนขอให้มีบุตร ก็มี พระอินทร์ ช่วยอ้อนวอนเทพบุตรองค์ใดองค์หนึ่ง ให้ลงมาเกิดในตระกูลนั้น

   ขอถวายพระพร สุวรรณสาม ได้ลงมาเกิดในครรภ์ของนางปาริกาตาปสินี ตามคำอ้อนวอนของพระอินทร์ สุวรรณสามนั้นเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว ส่วนมารดาบิดาก็เป็นผู้มีศีลธรรมอันดี พอเหมาะกัน เปรียบเหมือนกับพืชที่หว่านลงในดินที่ดี ก็งอกงามขึ้นได้ฉันนั้น”

สุวรรณสาม
เกิดด้วยเนรมิต ๓

   “มหาบพิตรได้เคยทรงสดับว่า มีบ้านเมืองพินาศไปด้วยความข่มใจแห่งฤาษีทั้งหลายบ้างหรือ ?”

    “เคยได้ยิน พระผู้เป็นเจ้า คือบ้านเมืองของ พระราชาทัณฑกะ พระราชาเมชณะ พระราชากาลิงคะ พระราชามาตังคะ ได้ถึงความพินาศไปด้วยความขุ่นแค้นของฤาษีทั้งหลาย”

   “ขอถวายพระพร พวกที่ได้ความสุขเพราะใจผ่องใสของฤาษีทั้งหลายมีอยู่หรือ ?”

   “มีอยู่ พระผู้เป็นเจ้า”

   “ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นขอจงทรงจำไว้เถิดว่า สุวรรณสามเกิดด้วยใจผ่องใสของสิ่งทั้ง ๓ ที่มีกำลังแรงกล้า คือ ฤาษีเนรมิต ๑ เทวดาเนรมิต ๑ บุญเนรมิต ๑

   อีกประการหนึ่ง เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ได้ลงมาเกิดด้วยพระอินทร์ทรงอ้อนวอน เทพบุตรทั้ง ๔ องค์นั้น คือ สวรรณสาม ๑ พระเจ้ากุสราช ๑ พระเจ้ามหาปนาท ๑ พระเวสสันดร ๑ ขอถวายพระพร”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์นี้ พระผู้เป็นเจ้าได้แก้ไขถูกต้องดีแล้ว โยมรับว่าเป็นจริงทุกประการ”