ปัญหาที่ ๔
ปัญหาของอันตกายอำมาตย์

 

                        เช้าวันหนึ่ง พระนาคเสนก็นุ่งสบงทรงจีวรมือสะพายพาตร แล้วเข้าไปสู่สาคลนครกับพระภิกษุ     ๘     หมื่นองค์ เวลาเดินมาตามทางนั้น อันตกายอำมาตย์ถามขึ้นว่า

   “ข้าแต่พระนาคเสน ท่านได้บอกไว้ว่า เราชื่อ “นาคเสน” ดังนี้ แต่กล่าวว่าไม่มีสิ่งใดเป็นนาคเสน ข้อนี้ข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่”

    พระเถระจึงถามว่า

    “เธอเข้าใจว่า มีอะไรเป็นนาคเสน อยู่ในคำว่า “นาคเสน” อย่างนั้นหรือ”

    “ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ลมหายใจอันเข้าไปและออกมา  นี้แหละ...เป็นนาคเสน”

   “ถ้าลมนั้นออกไปแล้วไม่กลับเข้ามา ผู้นั้นจะเป็นอยู่ได้หรือ”

   “เป็นอยู่ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า”

 

อุปมาพวกเป่าสังข์

    “ถ้าอย่างนั้นเราขอถามว่า ธรรมดาพวกเป่าสังข์ ย่อมพากันเป่าสังข์ ลมของพวกเขากลับเข้าไปอีกหรือไม่”

    “ไม่กลับ พระผู้เป็นเจ้า”

    “ก็ถ้าอย่างนั้น เพราะเหตุไรพวกนั้นจึงไม่ตาย พวกช่างทองก็พากันเป่ากล้องประสานทอง ลมของเขากลับไปอีกหรือไม่”

    “ไม่กลับเข้าไปอีก พระผู้เป็นเจ้า”

   “พวกเป่าปี่ก็พากันเป่าปี่ ลมของพวกเขากลับเข้าไปอีกหรือไม่”

   “ไม่กลับ พระผู้เป็นเจ้า”

    “ถ้าอย่างนั้น เหตุไรพวกนั้นจึงไม่ตาย”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าไม่อาจสนทนากับท่านได้แล้ว ขอท่านจงไขข้อความนี้ให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วยเถิด”

    พระเถระจึงแก้ไขว่า

    “อันลมหายใจออกหายใจเข้านั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งมีชีวิต (คือคนและสัตว์) แต่เป็น กายสังขาร (คือเป็นเครื่องช่วยให้ชีวิตทรงอยู่) ต่างหาก”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า กายสังขารตั้งอยู่ในอะไร”

    “กายสังขารตั้งอยู่ใน “ขันธ์” (คือร่างกาย)

    ครั้นได้ฟังดังนั้น ก็มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา อันตกายอำมาตย์จึงได้ประกาศตนเป็นอุบาสก ขอนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ดังนี้