ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า ที่สุดเบื้องต้นบางอย่างปรากฏ บางอย่างไม่ปรากฏ จึงขอถามว่า อย่างไหนปรากฎ อย่างไหนไม่ปรากฏ
ขอถวายพระพร สิ่งทั้งปวงที่ไม่เคยมีเบื้องต้นปรากฏเมื่อก่อนนั้นนั้นแหละ เรียกว่า ที่สุดเบื้องต้นไม่ปรากฏ
  สิ่งใดไม่เคยมีแต่มีขึ้น ครั้นมีขึ้นแล้วก็หายไป อันนี้แหละ เรียกว่า ที่สุดเบื้องต้นปรากฏ
 ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สิ่งใดไม่เคยมีมา มีขึ้น มีขึ้นแล้วหายไป ที่สุดเบื้องต้นอันขาดไปเป็น ๒ ฝ่าย ก็ได้ความแล้วไม่ใช่หรือ
  ขอถวายพระพร ถ้าที่สุดเบื้องต้นตัดออกไปเป็น ๒ ่ฝ่ายแล้วก็ได้ความ
  พระผู้เป็นเจ้าอาจให้โยมเข้าได้เป็น ๒ ฝ่ายหรือไม่
ขอถวายพระพร อาจให้เข้าพระทัยได้
โยมไม่ได้ถามข้อนี้ พระผู้เป็นเจ้าอาจให้โยมเข้าใจได้โดยที่สุดหรือไม่
อาจ ขอถวายพระพร
ขอนิมนต์อุปมาด้วย
พระเถระก็ได้ยกเอาต้นไม้ขึ้นอุปมา ดังที่ว่ามาแล้วนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า
พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก้ดีแล้ว
ฏีกามิลินท์
พืชย่อมเกิดเป็นต้นไม้แล้วมีใบ ดอก ผล เป็นลำดับไปฉันใด กองแห่งทุกข์ทั้งสิ้นก็เกิดต่อกัน ไม่ปรากฏเบื้องต้นว่า เกิดมาแต่ครั้งไหนฉันนั้น
ได้ใจความว่า รูปนามของสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ ไม่ปรากฏว่าเบื้องต้นเกิดมาแต่เมื่อไร เพราะเกิดต่อ ๆ กันมาเป็นลำดับ
ปัญหาที่ ๔
ถามถึงความเกิดขึ้นแห่งสังขาร
ข้าแต่พระนาคเสน สังขารบางอย่างเกิดขึ้นมีอยู่หรือ
ขอถวายพระพร มีอยู่
ได้แก่สังขารเหล่าไหน
มหาราชะ เมื่อ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน มีอยู่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ก็มีอยู่
เวทนาอันเกิดเพราะ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ก็มีอยู่
เมื่อมีเวทนาก็มีตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสขึ้น เป็นอันว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้นมีขึ้นอย่างนี้
เมื่อจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ไม่มี วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนา ๖ นั้นก็ไม่มี
เมื่อไม่มีเวทนา ก็ไม่มีตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่า ความดับไปแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นมีขึ้นอย่างนี้ ขอถวายพระพร
พระผู้เป็นเจ้าแก้ถูกต้องดีแล้ว
สรุปความ
ปัญหานี้ท่านถามต่อเนื่องมาจากปัญหาที่แล้ว คือ กงรถ ที่เป็นวงกลม หรือเรียกว่า กงจักร นั่นเอง ได้แก่
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รวมเรียกว่า อายตนะภายใน ๖ ส่วน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมรมณ์ รวมเรียกว่า อายตนะภายนอก ๖ ทั้งหมดรวมเรียกว่า สฬายตนะ หรือที่เรียกกันว่า ทวาร อันเป็นทางเข้าของอารมณ์ต่าง ๆ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตาเห็นรูป เรียกว่า จักขุวิญญาณ (ประสาทรับรู้ทางตา) ส่วนอวัยวะอื่นก็ทำหน้าที่กันเป็นคู่ ๆ จะไม่นำมากล่าวย้อนอีก
รวมความว่า เมื่อ ๓ อย่างคือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ มากระทบกันจึงเรียกว่า ผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยคือเป็นเหตุให้เกิด เวทนา ได้แก่อารมณ์ที่พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง เป็นต้น
เวทนา ทำให้เกิด ตัณหา อุปาทาน กรรม กล่าวรวม ๆ คือกระทำไปด้วยความหลงผิด ส่งผลให้เกิด สฬายตนะ อีกให้สืบต่อหมุนเวียนอย่างนี้เป็นวัฏจักร เรียกว่า ปุริมโกฏิ คือหาเบื้องต้นไม่ได้ หาเบื้องปลายไม่พบ สิ้นกาลนานนักหนา อันเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะมี อวิชชา เป็นมูลเหตุ
อุปมาเหมือนกับเมล็ดพืชกับต้นไม้ เหมือนไข่กับแม่ไก่ และเหมือนกงรถนี้ เป็นอันว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์มีขึ้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นการตอบคำถาม ของพระเจ้ามิลินท์ที่ถามว่า สังขารเหล่าไหนที่เกิดมีขึ้น
แล้วพระนาคเสนท่านก็แก้ต่อไปว่า
สฬายตนะ ไม่มี วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ก็ไม่มี
ตัณหา อุปาทาน กรรม ทุกข์ ต่าง ๆ ก็ไม่มี รวมความว่า ความดับไปแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นมีขึ้นอย่างนี้ ดังที่ได้สรุปให้เชื่อมโยงกันทั้งหมดนี้
ส่วนปัญหาที่ ๕ เป็นข้อต่อไป จะเป็นคำถามที่ตรงกันข้ามกับข้อที่ ๔ มี
