วรรคที่ ๓
ปัญหาที่ ๑
ถามมูลเหตุแห่งกาลทั้ง ๓


                        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า

    “ข้าแต่พระนาคเสน อะไรเป็นมูลแห่งกาลนาน อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน”

    พระเถระตอบว่า

    “ขอถวายพระพร อวิชชา เป็นมูลแห่งกาลนาน อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะว่า

    อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร

    สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป

    นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ

    สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน

    อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ

    ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ

    ชาติ เป็นปัจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส )

   (ตั้งแต่ อวิชชา มาถึง อุปายาส รวมเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท )

    เป็นอันว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ปุริมโกฏิ คือที่สุดเบื้องต้นแห่งกาลนานย่อมไม่ปรากฏ

    “พระผู้เป็นเจ้าแก้ไขถูกต้องดีแล้ว”

   

ปัญหาที่ ๒
ถามที่สุดเบื้องต้นแห่งสงสาร

    “คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ปุริมโกฏิไม่ปรากฎนั้น” โยมยังสงสัยอยู่ อะไรเป็นปุริมโกฏิ กาลนานอันเป็นอดีตนั้นหรือเป็นปุริมโกฏิ”

   “มหาราชะ ปุริมโกฏินั้นแหละ เป็นกาลนานอันเป็นอดีต”

   “ข้าแต่พระนาคเสน เพราะเหตุไร ปุริมโกฏิจึงไม่ปรากฎ”

    “ขอถวายพระพร ปุริมโกฏิบางอย่างก็ปรากฎ บางอย่างก็ไม่ปรากฎ”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อย่างไหนปรากฎ อย่างไหนไม่ปรากฎ”

    “ขอถวายพระพร สิ่งทั้งปวงที่ไม่เคยมีเบื้องต้นปรากฎเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา อันนี้แหละเรียกว่า ปุริมโกฏิ คือที่สุดเบื้องต้นไม่ปรากฏ

    อีกประการหนึ่ง สิ่งที่ไม่เคยมีมามีขึ้นมีขึ้นแล้วกลับหายไป อันนี้แหละเรียกว่า ปุริมโกฏิ คือที่สุดเบื้องต้นปรากฏ”

    “ข้าแต่พระนาคเสน ข้อที่ว่า ที่สุดเบื้องต้นไม่ปรากฏนั้น จะเปรียบเหมือนด้วยสิ่งใด ขอนิมนต์อุปมา”

อุปมาด้วยพืช

   “ขอถวายพระพร พืชเล็ก ๆ ที่อาศัยแผ่นดินแล้วเกิดมีใบ มีดอก มีผล ถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ไปตามลำดับ ผลก็เกิดจากพืชนั้น

   ลำดับนั้น ต้นของพืชนั้นก็มีใบ ดอก ผล ถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ไปตามลำดับ ที่สุดแห่งการสืบต่อแห่งพืชนี้มีอยู่หรือไม่”

   “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ คือที่สุดเบื้องต้นแห่งกาลนานไม่ปรากฏ”

    “ขอนิมนต์อุปมาให้ยิ่งขึ้นไป”

อุปมาด้วยแม่ไก่

    “มหาราชะ ไข่ออกจากแม่ไก่ แม่ไก่ออกมมาจากไข่ ไข่ก็ออกมาจากไก่อีก ที่สุดแห่งการสืบต่อแห่งไก่นี้มีอยู่หรือไม่”

   “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ที่สุดเบื้องต้นแห่งกาลนานไม่ปรากฏ”

    “ขอนิมนต์อุปมาให้ยิ่งขึ้นไปอีก”

อุปมาด้วยกงรถ

    พระนาคเสนจึงขีดเป็นกงรถลงที่พื้นดิน แล้วถามพระเจ้ามิลินท์ว่า ที่สุดแห่งกงรถนี้มีอยู่หรือไม่”

    “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร สมเด็จพระธรรมสามิสรตรัสไว้ว่า “กงจักรเหล่านี้ได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน”

   ขอถวายพระพร จักขุวิญญาณ ย่อมเกิดเพราะอาศัย จักขุ กับ รูป เมื่อสิ่งทั้ง ๓ นั้นรวมกันเป็น ผัสสะ

    ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา

    เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา

    ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน

    อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด กรรม

    จักขุ ก็เกิดจาก กรรม อีก ที่สุดแห่งการสื่บต่ออันนี้มีอยู่หรือไม่”

    “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

    “ขอถวายพระพร โสติวัญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยเสียงกับหู จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ มโนกับธรรมะ

    เมื่อสิ่งทั้ง ๓ รวมกันเข้าก็เป็น ผัสสะ แล้วทำให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปาทาน กรรม แล้ว โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ก็เกิดจากกรรมนั้นอีก ที่สุดแห่งการสืบต่อนี้มีอยู่หรือไม่”

    “ไม่มี พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือที่สุดของเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ขอถวายพระพร”

    “ชอบแล้ว พระนาคเสน”

ฎีกามิลินท์

   อธิบายคำว่า “เขียนกงรถลงที่พื้นดิน” ได้แก่เขียนกงรถลงไปที่พื้นดิน เวียนรอบแล้วรอบเล่า ๆ แล้วจึงได้ถามปัญหาขึ้นอย่างนั้น