ปัญหาที่ ๓
ถามลองปัญญา

 

                        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามขึ้นอีกว่า “ข้าแต่พระนาคเสน บรรพชามีประโยชน์อย่างไร อะไรคือ จุดมุ่งหมายสูงสุดในการบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้า”

    พระเถระตอบว่า

    “บรรพชาของอาตมภาพนั้น เป็นประโยชน์เพื่อการดับทุกข์ให้สิ้นไป แล้วมิให้ทุกข์อื่นบังเกิดขึ้นได้ อีกประการหนึ่ง บรรพชาย่อมให้สำเร็จประโยชน์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

สนทนาอย่างบัณฑิตหรืออย่างโจร

   พระเจ้ากรุงสาคลนครได้ทรงฟังพระนาคเสนเฉลยปัญหาได้กระจ่างแจ้ง ก็มิได้มีทางที่จะซักไซร้ จึงหันเหถามปัญหาอื่นอีกว่า

   “ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าสนทนากับโยมต่อไปได้หรือไม่”

   พระนาคเสนตอบว่า

   “ถ้ามหาบพิตรจะสนทนาตามเยี่ยงอย่างบัณฑิต อาตมภาพก็จะสนทนากับมหาบพิตรได้ ถ้ามหาบพิตรจะสนทนาตามเยี่ยงอย่างของพระราชา อาตมาก็จะสนทนาด้วยไม่ได้”

   “บัณฑิตทั้งหลายสนทนากันอย่างไร”

    “อ๋อ...ธรรมดาว่าบัณฑิตที่สนทนากันย่อมเจรจาข่มขี่กันได้ แก้ตัวได้ รับได้ ปฏิเสธได้ ผูกได้ แก้ได้ บัณฑิตทั้งหลายไม่โกรธ บัณฑิตทั้งหลายสนทนากันอย่างนี้แหละมหาบพิตร”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระราชาทั้งหลายสนทนากันอย่างไร”

   “ขอถวายพระพร พระราชาทั้งหลายทรงรับสั่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว ผู้ใดไม่ทำตาม ก็ทรงรับสั่งให้ลงโทษผู้นั้นทันที พระราชาทั้งหลายสนทนากันอย่างนี้แหละ มหาบพิตร”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมจะสนทนาตามเยี่ยงอย่างบัณฑิต จักไม่สนทนาตามเยี่ยงอย่างของพระราชา ขอพระผู้เป็นเจ้า จงเบาใจเถิด พระผู้เป็นเจ้าสทนากับภิกษุณี หรือสามเณร อุบาสก คนรักษาอารามฉันใด ขอจงสนทนากับโยมฉันนั้น อย่ากลัวเลย”

   “ดีแล้ว มหาบพิตร”

   พระเถระแสดงความยินดีอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสต่อไปว่า

   “ข้าแต่พระนาคเสน โยมจักถามพระผู้เป็นเจ้า”

    “เชิญถามเถิด มหาบพิตร”

    “โยมถามแล้วพระผู้เป็นเจ้า”

    “อาตมภาพแก้แล้ว มหาบพิตร”

   “พระผู้เป็นเจ้าแก้ว่าอย่างไร”

    “ก็มหาบพิตรตรัสถามว่าอย่างไร”

    (พระเจ้ามิลินท์ไต่ถามปัญหาเช่นนี้ หวังจะลองปัญญาพระนาคเสนว่า จะเขลาหรือฉลาด ยั่งยืนอยู่ไม่ครั่นคร้ามหรือประการใดเท่านั้น)

   ในวันรแรกนี้ พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสถามปัญหา ๓ ข้อ คือ ถามชื่อ ๑ ถามพรรษา ๑ ถามเพื่อทดลองสติปัญญาของพระเถระ ๑

นิมนต์พระนาคเสนไปในวัง

   ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ทรงดำริว่า พระภิกษุองค์นี้เป็นบัณฑิต สามารถสนทนากับเราได้ สิ่งที่เราควรถามมีอยู่มาก สิ่งที่เรายังไม่ได้ถามก็มีอยู่เป็นอันมาก แต่เวลานี้ดวงสุริยะกำลังจะสิ้นแสงแล้ว พรุ่งนี้เถิดเราจึงจะสนทนากันในวัง

   ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งเทวมันติยอำมาตย์ว่า

   “นี่แน่ะ เทวมันติยะ จงอาราธนาพระผู้เป็นเจ้าว่า พรุ่งนี้จักมีการสนทนากันในวัง”

    ตรัสสั่งดังนี้แล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับขึ้นทรงม้าพระที่นั่ง แล้วทรงพึมพัมไปว่า “นาคเสน.......นาคเสน........”ดังนี้

   ฝ่ายเทวมันติยอำมาตย์ก็อารธนาพระนาคเสนว่า

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระราชาตรัสสั่งว่า พรุ่งนี้จักมีการสนทนากันในพระราชวัง”

   พระเถระก็แสดงความยินดีตอบว่า

   “ดีแล้ว”

   พอล่วงราตรีวันนั้น เนมิตติยอำมาตย์อันตกายอำมาตย์ มังกุรอำมาตย์ สัพพทินนอำมาตย์ ก็พร้อมกันเข้าทูลถามพระเจ้ามิลินท์ว่า

    “ข้าแต่มหาราชเจ้า จะโปรดให้พระนาคเสนเข้ามาได้หรือยัง พระเจ้าข้า”

   พระราชาตรัสตอบว่า

    “ให้เข้ามาได้แล้ว”

   “จะโปรดให้เข้ามากับพระภิกษุสักเท่าไร พระเจ้าข้า”

   “ต้องการมากับภิกษุเท่าใด ก็จงมากับภิกษุเท่านั้น”

   สัพพทินนอำมาตย์ได้กราบทูลขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ว่า

    “ข้าแต่มหาราชเจ้า จะโปรดให้พระนาคเสนมากับพระภิกษุสัก ๑๐ รูป จะได้หรือไม่”

    พระองค์ตรัสตอบว่า

    “พระนาคเสนต้องการจะมากับพระภิกษุเท่าใด ก็จงมากับพระภิกษุเท่านั้นเถิด”

   จึงทูลถามขึ้นอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า

    “จะโปรดให้พระนาคเสนมากับพระภิกษุสัก ๑๐ รูป ได้หรือไม่”

    พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า

    “เราพูดอย่างไม่ให้สงสัยแล้วว่า พระนาคเสนต้องการจะมากับพระภิกษุเท่าใด จงมากับพระภิกษุเท่านั้น เราได้สั่งเป็นคำขาดลงไปแล้ว เราไม่มีอาหารพอจะถวายพระภิกษุทั้งหลายหรือ”

    เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว สัพพทินนอำมาตย์ก็เก้อ ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้ง ๔ จึงพากันออกไปหาพระนาคเสน กราบเรียนให้ทราบว่า

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้ามิลินท์ตรัสสั่งว่า พระผู้เป็นเจ้าต้องการจะเข้าไปในพระราชวังกับพระภิกษุเท่าใด ก็ขอให้เข้าไปได้เท่านั้นไม่มีกำหนด”