ปัญหาที่ ๗ - ๙
ถามการเกิดอีกแห่งพระนาคเสน


                        “ข้าแต่พระนาคเสน ก็พระผู้เป็นเจ้าล่ะ จะเกิดอีกหรือไม่”

    “อย่าเลยมหาบพิตร พระองค์จะต้องพระประสงค์อันใดด้วยคำถามนี้ เพราะอาตมภาพได้กล่าวไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ถ้าอาตมภาพยังมีอุปาทาน คือความยึดถืออยู่ก็จักเกิดอีก ถ้าไม่มีความยึดถือแล้ว ก็จักไม่เกิดอีก”

   “ขอนิมนต์อุปมาด้วย”

   “ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนกับบุรุษผู้หนึ่ง ได้กระทำความดีไว้ต่อพระราชา พระราชาก็ทรงโปรดปรานเขา ได้พระราชทานทรัพย์และยศแก่เขา เขาก็ได้รับความสุขในทางกามคุณ ๕ ด้วยได้รับพระราชทานทรัพย์และยศนั้น

   ถ้าบุรุษนั้นบอกแก่มหาชนว่า พระราชาไม่ได้พระราชทานสิ่งใดแก่เรา มหาบพิตรจะทรงวินิจฉัยว่า บุรุษนั้นพูดถูกหรือไม่”

    “ไม่ถูก พระผู้เป็นเจ้า”

    “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร จะประโยชน์อันใดด้วยคำถามนี้ เพราะอาตมภาพได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า

   ถ้าอาตมภาพยังมีความยึดมั่นอยู่ ก็จักเกิดอีก ถ้าไม่มีความยึดมั่นแล้ว ก็จักไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร”

    “ถูกแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

อธิบาย

    ฎีกามิลินท์ กล่าวกว่า ปัญหาข้อที่ ๗ นี้เคยถามมาก่อนแล้วข้างต้นโน้น แต่ที่ถามอีกก็เพราะอยากจะฟังคำอุปมา

   

ปัญหาที่ ๘
ถามเรื่องนามรูป

    “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่า นามรูป ที่พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้แล้วนั้นอะไรเป็นนามรูป”

    “รูปใดเป็นรูปหยาบ รูปนั้นแหละเป็น “รูป” ส่วนสิ่งใดเป็นของละเอียด คือ จิตและเจตสิก สิ่งนั้นเรียกว่า “นาม”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เหตุใดจึงถือกำเนิดแต่นาม ส่วนรูปไม่ถือกำเนิดล่ะ”

   “ขอถวายพระพร สิ่งเหล่านั้นอาศัยกันและกัน ย่อมเกิดด้วยกัน”

   “ขอนิมนต์อุปมาด้วย”

    “ขอถวายพระพร ถ้าแม่ไก่ไม่มีกลละ (น้ำใส ๆ เล็ก ๆ) ไข่ก็ไม่มี กลละกับไข่ทั้งสองนี้อาศัยกัน เกิดร่วมกันไปฉันใด

   ข้อนี้ก็มีอุปมาฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือถ้านามไม่มี รูปก็เกิดไม่ได้ นามกับรูปทั้งสองนี้อาศัยกัน เกิดด้วยกัน “นาม” กับ “รูป” ทั้งสองนี้ เวียนวนมาในวัฏสงสารสิ้นกาลนานนักหนาแล้ว”

    “สมควรแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

   

ปัญหาที่ ๙
ถามเรื่องกาลนานยืดยาว

    “ข้าแต่พระนาคเสน คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “สิ้นกาลนานนักหนาแล้วนั้น” คำว่า “นาน” นั้น หมายถึงอะไร”

    “ขอถวายพระพร หมายถึง กาล อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สังขารทั้งหลายมีอยู่นานทั้งนั้นหรือ”

    “ขอถวายพระพร บางอย่างก็มี บางอย่างก็ไม่มี”

    “อะไรมี....อะไรไม่มี”

    “ขอถวายพระพร สังขารที่ล่วงลับดับสลายไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ไม่มีส่วนสิ่งที่เป็นผลกรรม และสิ่งที่เป็นผลกรรมให้เกิดต่อไปนั้นยังมีอยู่นาน สัตว์เหล่าใดตายไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นยังอยู่นาน

    ส่วนพระอริยบุคคลที่ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้ว ไม่มีอยู่อีก เพราะปรินิพพานแล้วขอถวายพระพร”

    “ถูกแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

จบวรรคที่ ๒