ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ที่อยู่ของช่างหม้อชื่อว่า ฆฏิการะ กระทำอากาศให้เป็นหลังคา ฝนตกลงมาไม่รั่วตลอดฤดูฝน แต่ตรัสไว้อีกว่า พระคันธกุฏีของพระพุทธกัสสปฝนรั่ว
โยมจึงขอถามว่า เหตุไรพระคันธกุฏีของพระพุทธกัสสป ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพระบารมีแล้วฝนรั่ว ถ้าที่อยู่ของฆฏิการช่างหม้อไม่มีหลังคา แต่ฝนรั่วตลอด ๓ เดือนเป็นของถูกแล้ว คำที่ว่า พระคันธกุฏีของพระพุทธกัสสปฝนรั่วนั้น ก็ผิด
ถ้าคำว่า พระคันธกุฏีของพระพุทธกัสสปรั่ว นั้น คำที่ว่า เรือนของฆฏิการช่างหม้อไม่มีหลังคา แต่ฝนตกลงมาไม่รั่ว ไม่เปียกนั้น ก็ผิด ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิโปรดแก้ไขให้สิ้นสงสัยเถิด
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร คำทั้งสองนั้นถูกทั้งนั้น แต่ว่าฆฏิการช่างหม้อ เป็นคนมีศีล มีธรรมอันดีได้สร้างสมบุญกุศลไม่มากแล้ว ได้เลี้ยงมารดาบิดาผู้ชราตาบอดอยู่ เวลาที่เขาไม่อยู่ ได้มีคนไปรื่อเอาหญ้าที่มุงหลังคาเรือนของเขา ไปมุงพระคันธกุฏีของพระพุทธเจ้าเสีย
เวลาเขากลับมารู้เข้า เขาก็เกิดปรติโสมนัสเต็มที่ว่า เป็นอันว่า เราได้สละหลังคาถวายแก่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสร็ฐสูงสุดในโลกแล้ว เขาจึงได้รับผลเห็นทันตาอย่างนั้น
องค์สมเด็จพระทรงธรรมย่อมไม่ทรงหสั่นไหว ด้วยอาการแปลกเพียงเท่านั้น เหมือนกับพระพยาเขาสิเนรุราช อันไม่หวั่นไหว ด้วลมใหญ่อันพัดมาตั้งแสน ๆ ฉะนั้น
หรือเหมือนกับมหาสุมุทรอันไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพร่อง ไม่รู้จักเปลียนแปลง ด้วยน้ำที่ไหลไปจากคงคาใหญ่ ๆ ตั้งหลายหมื่นหลายแสนสายฉะนั้น
การที่พระคันธกุฏีรั่วนั้น ย่อมเป็นด้วยทรงพระมหากรุณาแก่มหาชน คือองค์สมเด็จพระทศพลเจ้าทั้งหลาย ย่อมเล็งเห็นประโยชน์ ๒ ประการ จึงไม่ทรงรับปัจจัยที่ทรงเนรมิตขึ้นเอง ด้วยเห็นว่า เทพยดามนุษย์ทั้งหลายได้ถวายปัจจัยแก่พระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสว่า เป็นผู้ควรแก่การถวายอย่างเลิศแล้ว ก็พ้นจากทุคติทั้งปวง
อีกประการหนึ่ง ทรงเห็นว่าอย่าให้คนอื่น ๆ ติเตียนได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงต้องการสิ่งใด ก็ทรงเนรมิตเอาเอง ดังนี้
ถ้าพระอินทร์หรือพรหม จะทำให้พระคันธฏีของพระพุทธเจ้าไม่รั่ว หรือถ้าหากพระพุทธเจ้าทรงทำเอง ก็จะมีผู้ติเตียนได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงทำสิ่งอันเป็นหน้าที่ของสัตว์โลกทั่วไป หาสมควรแก่พระองค์ไม่ พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ทรงขอวัตถุสิ่งของใด ๆ ถึงไม่มีก็ไม่ทรงขอ จึงมีเทพยดามนุษย์สรรเสริญทั่วไป ขอถวายพระพร
มรณพก็ตอบปฏิเสธว่า จะมีประโยชน์อะไร ที่จะเห็นสมณะศรีษะโล้นผู้นั้น ต่อมาฆฏิการช่างหม้อได้ออกอุบายจนสามารถนำเพื่อนไปฟังธรรมได้ ครั้งนั้น สมเด็จพระพุทธกัสสปได้ทรงแสดงธรรมว่า
โชติปาลมาณพได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความเลื่อมใส และได้ออกบวชในกาลต่อมา ดังนี้