ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ตรัสประทานไว้ว่า
เราเป็นพราหมณ์ ผู้ควรแก่การขอ ผู้มีมืออันล้างไว้เนือง ๆ ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายสุดท้าย ผู้เยี่ยม แล้วตรัสอีกว่า พระพากุละเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา ในทางมีอาพาธน้อย ดังนี้
อาพาธได้เกิดในพระกายของพระพุทธเจ้าหลายครั้ง ถ้าพระตถาคตเจ้าเป็นผู้เยี่ยมจริง คำที่ว่า พระพากุละเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเรา ในทางอาพาธน้อย ก็ผิดไป
ถ้าพระพากุละเป็นผู้ทีอาพาธน้อยจริง คำที่ว่า พระตถาคตเจ้าเป็นผู้เยี่ยม ก็ผิดไป ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ สมควรแก้ไขอีก
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสไว้ทั้งสองนั้น ถูกทั้งนั้น ข้อที่ตรัสไว้นั้น เป็นความดีภายนอกต่างหาก คือพระสาวกทั้งหลายที่ไม่นอนเลยได้แต่ยืนกับเดินเท่านั้นตลอดทั้งวันก็มี
ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้ามีทั้งทรงยอน เดิน นั่ง นอน สาวกเหล่านั้น จึงมีการยืนกับการเดินนั้นเป็นคุณพิเศษ
พวกสาวกที่นั่งฉันในอาสนะเดียว ถึงจะเสียชีวิตก็ไม่ยอมนั่งฉันในอาสนะที่สองก็มี ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเสวยในอาสนะที่สองก็ได้ พวกนั้นจึงมีการนั่งฉันในอาสนะเดียว นั้นเป็นคุณวิเศษ
ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้เยี่ยมนั้น คือเยี่ยมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทศพลญาณ เวสารัชชญาณ พุทธธรรม ๑๘ ที่ว่าเป็นผู้เยี่ยม ทรงหมายพุทธวิสัยทั้งสิ้น
ในหมู่มนุษย์ ผู้หนึ่งมีชาติตระกูลสูง ผู้หนึ่งมีทรัพย์ ผู้หนึ่งมีวิชา ผู้หนึ่งมีศีลปะ ผู้หนึ่งแกล้วกล้า ผู้หนึ่งเฉียบแหลม มีคุณวิเศษต่าง ๆ กัน แต่พระราชาย่อมสูงสุดกว่าบุรุษเหล่านั้นฉันใด สมเด็จพระจอมไตรก็เป็นผู้ล้ำเลิศประเสริฐสุดกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายฉันนั้น
พระพากุละผู้มีอาพาธน้อย จึงเลิศกว่าผู้อื่นในทางอาพาธน้อยเท่านั้น ไม่ใช่เลิศกว่าผู้อื่นในสิ่งทั้งปวง ขอถวายพระพร
ถูกแล้วพระนาคเสน โยมรับรองถูกต้องดีแล้ว
ด้วยอานิสงส์ในการหายามารักษาโรคดังกล่าวแล้วนี้ ท่านผู้จึงได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นผู้เลิศในทางมีอาพาธน้อย
ตามประวัติของท่านกล่าวว่า ท่านได้ออกบวชเมื่ออายุ ๘๐ ปี แล้วได้สำเร็จพระอรหันต์ ในวันที่ ๘ ท่านอยู่จนถึงอายุ ๑๖๐ ปี
ในระหว่างนั้นท่านได้ประพฤติธุดงค์ ในข้ออยู่ป่าเป็นวัตร และถืออิริยาบทนั่งเป็นวัตร ตั้งแต่บวชไม่เคยจำพรรษาในบ้านเลย ปรากฏว่าท่านไม่มีโรคเบียดเบียนเลย ไม่ต้องทำการรักษาพยาบาลด้วยเภสัช โดยที่สุดผลสมอสักชิ้นเดียวท่านก็ไม่เคยฉัน ดังนี้